เทศน์บนศาลา

ธรรมะแก้ต่าง

๒๔ ส.ค. ๒๕๕๑

 

ธรรมะแก้ต่าง
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

เทศน์บนศาลา วันที่ ๒๔ สิงหาคม ๒๕๕๑
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

วันนี้วันพระ วันพระ วันบำเพ็ญนะ วันปฏิบัติธรรม เราต้องตั้งใจนะ เรามาวัดแล้ว วัดปฏิบัติ ถ้าวัดปฏิบัติแล้วเราต้องเข้มแข็ง ในการประพฤติปฏิบัติเราอุตส่าห์เสียสละมา พระนี่ลาออกจากราชการ เราสละมาบวชเลย แล้วเราสละอาชีพหน้าที่การงานกันออกมาเพื่อจะพ้นจากทุกข์ ถ้าพ้นจากทุกข์เราต้องตั้งใจ ความตั้งใจถ้าเราสดชื่น เหมือนกองทัพ ขวัญกำลังใจของกองทัพ ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติของเรานี่ เราหวังพ้นทุกข์ ถ้าหวังพ้นทุกข์ เหตุที่จะทำให้พ้นจากทุกข์ มันต้องสมกับเหตุ “ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ” เราตั้งใจนะ

งานหน้าที่การงานทางโลก เขาทำกันเห็นไหม ทำกันเพื่อเลี้ยงอาชีพ มันเป็นอาชีพเพื่อมาเลี้ยงชีวิตเรา เลี้ยงชีวิตมันต้องเป็นไปตามสภาวะที่มันเกิดมาแล้ว แต่ในการประพฤติปฏิบัติถ้าเราไม่จริงจัง เราจะคว้าน้ำเหลวเลย เราจะจับทำสิ่งใดไม่ได้ดั่งใจ ถ้าเราจะได้ดั่งใจเราต้องตั้งใจก่อน ถ้าความตั้งใจของเราเห็นไหม เราเข้ามาในวัดในวาแล้ว เราจะต้องทิ้งมารยาสาไถยยของเรา มารยาสาไถยยที่มันติดกับหัวใจเข้ามาในวัดในวา อย่าให้คุ้นชินกับมัน

คุ้นชินกันนะ มันธรรมชาติคนเราเกิดมาจากกิเลส เรามีกิเลสอยู่แล้วใช่ไหม ไม่มีกิเลสมันจะมีวิชชามาอย่างไร มาเกิดเป็นมนุษย์ได้อย่างไร นี้พอเป็นมนุษย์ขึ้นมาแล้ว เราเกิดมาแล้วมันก็มีกิเลสอยู่ในหัวใจ พอมีกิเลสในหัวใจ มันคุ้นชินกับเรา มันนอนจมกับเรานะ เรานี่จิตใจนอนจมอยู่กับกิเลส กิเลสมันปกคลุมอยู่ จะทำอะไรก็ไปคุ้นชินกับมัน แล้วพอเข้าวัดเข้านี่ เริ่มต้นมันก็สดชื่นอยู่ ตั้งใจดี แต่ทำๆ ไปมารยาสาไถยนั่นมันจะมาปกคลุม ถ้าปกคลุมไปแล้ว ถ้าเราไม่สลัดมันทิ้งนะ มันเรื่องโลกๆ เลย

ถ้าเรื่องโลกๆ แล้ว วัตรปฏิบัติแล้ว เขี้ยวเล็บต่างๆ ถอดมันทิ้งไปตั้งแต่ที่ประตูวัด อย่าให้มันเข้ามา เราจะมาต่อสู้กับมันอยู่แล้ว อย่าพก อย่าติดตัวเข้ามา ถ้าพกติดตัวเข้ามาแล้วจะมาประพฤติปฏิบัติ สิ่งนี้มันเข้ามา มันจะไม่เป็นประโยชน์กับเรา เวลาเดี๋ยวนี้ศึกษาธรรมะกันเห็นไหม ดูสิ เวลาเขามีคดีความกัน นี่รู้ว่าตัวเองผิดอยู่ ฟ้องแก้เกี้ยว แก้เกี้ยวนี่ธรรมะแก้ต่าง

ในการศึกษาธรรมมา ธรรมะนะ นิพพานเป็นอย่างนั้นๆ ปากเปียกปากแฉะ ปากเปียกปากแฉะเลย ความว่างเป็นอย่างนั้น วิตกวิจารณ์กันไป ว่ากันไปปากเปียกปากแฉะเลย มันแก้ต่าง พอมันแก้ต่าง กิเลสมันหัวเราะเยาะ เพราะว่ามันแก้ต่าง ใครเป็นคนแก้ให้? ก็ไม่ใช่กิเลส เพราะเรารู้ๆ อยู่ว่าผิดใช่ไหม เวลาเรามีคดีความกัน นี่เราก็ผิดอยู่ แต่ฟ้องแก้เกี้ยวไปอย่างนั้นน่ะ ฟ้องแก้เกี้ยวไป ฟ้องเป็นแพ่งไป เป็นอาญาไป ฟ้องไปเรื่อยๆ ฟ้องเขาไปอย่างนั้นว่าตัวเองไม่ได้ทำ โดนใส่ร้าย โดนหมิ่นประมาท ไม่เป็นความจริง หลักฐานเท็จ...ว่ากันไป แต่ความจริงคืออะไร? ความจริงคือเราทำไปจริงๆ นั่นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน เรามาปฏิบัตินะ ธรรมะต้องให้มันเป็นข้อเท็จจริง อย่าเสียเวลานะ ชีวิตเราทั้งชีวิตเกิดมาแล้วทุกข์ไหม? ทุกข์ ทุกคนอยากพ้นจากจะพ้นทุกข์ แล้วเกิดมามีวาสนาไหม? มี ถ้าไม่มีวาสนา เราจะเกิดในพุทธศาสนาเหรอ เกิดมา...ร่มโพธิ์ร่มธรรมของพระพุทธศาสนานะ พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ชี้ให้เราออกจากกิเลส สิ่งที่เป็นทางชี้นำให้เราพ้นจากทุกข์

ถ้าเราเกิดในร่มของพุทธศาสนาแล้วเห็นไหม แล้วเกิดมานี่ เราเสียสละมา โลกเขาอยู่ทางโลกกัน เป็นชาวพุทธทำบุญแล้วได้บุญมาก ทำบุญแล้วต้องร่ำรวย ต้องมีศักดิ์ศรี ต้องมีดีงาม ต้องมีทรัพย์สมบัติ ต้องมี...ไม่รู้ว่าเราเป็นขี้ข้ามัน เป็นขี้ข้ามันก็ได้เท่านั้น เพราะอะไร เพราะชีวิตนี้มีการพลัดพรากเป็นที่สุด มันต้องตายในวันข้างหน้าแน่นอน ถ้ามันต้องตายในวันข้างหน้าแล้วยังนอนจมอยู่กับมัน

แล้วนี่ศึกษานะ เวลาว่าที่ไหนได้ฟังข่าว ที่ไหนมีครูมีอาจารย์ ที่ไหนมีสำนักประพฤติปฏิบัติก็อยากประพฤติปฏิบัติ พอไปแล้วมันตั้งใจทำอย่างที่มันตั้งใจไหม ถ้ามันตั้งใจทำของมันนะ มันจะมีสติของมัน มันจะสงวนเวลาของเรา สงวนเวลานะ นั่งสมาธิ เดินจงกรมมันล้าไหม มันเหนื่อยไหม? มันล้า มันเหนื่อยทั้งนั้นน่ะ มันเหนื่อยมันก็ต้องปลุกปลอบใจ ทำไมครูบาอาจารย์ท่านทำได้ ทำไมหลวงปู่มั่น หลวงปู่เสาร์นะ ไม่มีครูบาอาจารย์สอนเห็นไหม ค้นคว้าเอาๆ พยายามค้นคว้าเอา

แต่เวลาท่านประพฤติปฏิบัติไปแล้ว เริ่มต้นใครจะรู้ ใครจะมีจริตนิสัยอย่างไร แต่เวลาท่านประพฤติปฏิบัติไปแล้ว ท่านเล่าให้ลูกศิษย์ลูกหาฟังใช่ไหมว่า หลวงปู่มั่นท่านเคยปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์มา หลวงปู่เสาร์ท่านเคยปรารถนาเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้ามา นี่สิ่งที่ท่านปรารถนามา ท่านสร้างบุญญาธิการมา ท่านทำของท่านมา มันถึงมีเชาวน์ มีปัญญา มีความมุมานะ มันใช้เวลา ๑๐ หลวงปู่เสาร์บวชเป็นมหานิกายอยู่ ๑๐ ปี ร่ำๆๆ อยู่ว่าจะไปทางไหนๆ อยู่ สุดท้ายสละเลย สละออกมาญัตติเป็นธรรมยุติแล้วออกป่าทันทีเลย

นี่สิ่งที่นี่หัวใจของคนมันมีหลักมีเกณฑ์ เห็นไหม มันค้นคว้าตั้งเป็นสิบๆ ปีนะ ยังรักษาความศรัทธา ยังรักษากำลังใจ ยังรักษาสิ่งตั้งมั่นอุดมคติของชีวิตนี้ได้ แล้วเวลาประพฤติปฏิบัติเข้าป่าเข้าเขาทุกข์ไหม? ทำไมมันจะไม่ทุกข์ ไปไหนมีแต่คนดูถูกเหยียดหยาม เพราะไม่มีใครเชื่อ ในปัจจุบันนี้มีคนเชื่อเพราะอะไร เพราะครูบาอาจารย์เราประพฤติปฏิบัติขึ้นมาแล้วรู้จริง ถ้าไม่มีความรู้จริงเอาอะไรมาพูด สิ่งที่พูดออกไปนี่พูดออกไปนี่สัจจะความจริง

ถ้ามีสัจจะความจริง ถ้ามีทางวิชาการที่เขามีศึกษามาเห็นไหม ให้ถามมา ถามในสิ่งที่เขาศึกษามาเห็นไหม มันแก้ต่างหมด กิเลสมันแก้ให้ ธรรมะมันแก้ต่าง ศึกษามาขนาดไหนมันหมดยุคหมดสมัยมันแก้ให้เลย มรรคผลนิพพานไม่มี ตายแล้วก็สูญ บวชแล้วนี่นรกสวรรค์เขียนเสือให้วัวกลัว ไม่มีอะไรทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเลย มีแต่กิเลสเท่านั้นที่ขี่หัวอยู่ แล้วทำตามแต่อำนาจตามความพอใจของมัน แล้วยิ่งบวชเรียนขึ้นมา ยิ่งมีปัญญาขึ้นมา

ปัญญาอย่างนี้เป็นปัญญามันกิเลสพาใช้นะ ปัญญาอย่างนี้กิเลสมันพามาพาดฟันตัวเองนะ ทำให้ชีวิตนี้ลุ่มๆ ดอน มันทำให้ทุกข์ๆ ยากๆ รู้ก็รู้ไม่จริง รู้ธรรมะก็ว่ารู้ ไอ้รู้จริงๆ ทำไมเราสงสัย มันก็ยังสงสัยเห็นไหม แล้วเวลาพูดธรรมะใช่ไหม...ทำไม แล้วเรามีสักกายภาพไง เราบวชมาเป็นครูบาอาจารย์เขา เราได้ศึกษามา เรามีความรู้ เราต้องเป็นครูบาอาจารย์เขาใช่ไหม เราต้องเทศนาว่าการ นี่เวลาจะเทศนาว่าการ “นี่ธรรมะเป็นอย่างนั้น ศีล สมาธิ ปัญญา สิ่งที่เป็นนิพพาน นิพพานเป็นความว่าง นิพพานเป็นความสงบเย็น นิพพานคือมันร่มเย็นในหัวใจ ใจเย็นๆ นี่นิพพาน”

นี่มันว่ากันไป มันแก้ให้หมดเลย กิเลสมันแก้ให้หมดเลย แล้วก็เชื่อมันนะ สะสมอย่างนั้นแล้วก็ให้เขามาเคารพนบนอบ แล้วลาภสักการะก็ตามไหลมาเทมา มันก็เลยกลายเป็นตระหนี่ถี่เหนียว กลายเป็นติดในลาภสักการะ ไม่มีลาภสักการะมาก็พูดอะไรไม่เป็นอีก นี่สิ่งนี้มันเป็นประโยชน์กับใคร แต่ถ้ามีครูบาอาจารย์เห็นไหม ครูบาอาจารย์ท่านรู้จริงขึ้นมา สิ่งที่ท่านรู้จริงขึ้นมานี่ จริงมาจากไหน จริงมาจากใจไง

มันเป็นมารยาสาไถยนะ ถ้าใจมันมีมายาขึ้นมานี่มันต้องการ มันเป็นมายาทั้งนั้นน่ะ เป็นมายาคติเลย พอมีมายาคติมันก็สร้างภาพขึ้นไป คิดขึ้นไป วางแผนกันไป แล้วยิ่งตัวเองไม่มีวุฒิภาวะคือไม่มีความรู้จริงขึ้นมา รู้อะไรขึ้นมาก็ตื่นเต้นไปกับความรู้นั้น แล้วความรู้นั้นมันมีจุดยืนไหม ความรู้นั้นเดี๋ยวมีความรู้ใหม่สอดแทรกขึ้นมา อันนั้นผิดอีกแล้ว แล้วทำอย่างไร มันก็เหมือนเป็นหลักฐานที่เราแสดงไว้ อริยสัจมีอันเดียวนะ ไม่มีการแก้ไขหรอก ถ้ารู้จริง มันก็เป็นความจริง เป็นความจริงมันมีอะไรมันจะผิดพลาดได้

ทีนี้การประพฤติปฏิบัติของเรา มันต้องเริ่มจริงจังกับเรา ถ้ามันมีความจริงขึ้นมาน่ะ ไม่ต้องให้มันแก้ต่าง เอามันซึ่งๆ หน้าเลย สิ่งที่มันคิดขึ้นมา สิ่งที่มันต้องการขึ้นมา สิ่งที่มันว่าเป็นธรรมน่ะกิเลสทั้งหมด ในความรู้สึกเราเป็นกิเลสทั้งหมด ถ้าเป็นกิเลสทั้งหมดแล้วเราจะต่อสู้กับมันอย่างไร เราจะต่อสู้กับมัน ดูสิ ชาวไร่ชาวนาเขาทำนาที่ไหน? เขาทำนาลงผืนนาทั้งปีทั้งชาติ แล้วต่อไปอนาคตคนที่ยังทำไร่ไถนาเขาต้องทำตรงที่นาของเขานั่นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน ในการประพฤติปฏิบัติมันทำลงที่ไหน กิเลสมันอยู่ที่ไหน? กิเลสมันอยู่ที่ร่างกายนี่เหรอ ดูสิ เกิดมารูปชั่วตัวดำแต่ละคนเท่ากันไหม เกิดมาแต่ละคน ทัศนคติความเห็นต่างๆ ก็ไม่เท่ากัน สิ่งที่ไม่เท่ากันแล้วเอาอะไรมาวัดเป็นกิเลสของใคร ใครมันชอบอะไร ใครพอใจสิ่งใด สิ่งนั้นก็เป็นประโยชน์กับเขา ถ้าใครไม่พอใจ ขัดใจ มันก็เป็นกิเลสอีก มันก็ขัดแย้งในหัวใจ แล้วอะไรเป็นกิเลสล่ะ? เพราะความพอใจ ความขัดแย้ง ความคิดความอ่านของแต่ละคนมันก็ไม่เหมือนกัน

สิ่งที่ไม่เหมือนกัน เห็นไหม รูปชั่วตัวดำไม่ใช่กิเลสหรอก ร่างกายนี้ไม่ใช่กิเลส ธาตุเป็นธาตุ ร่างกายเป็นร่างกาย มันได้มาโดยสถานะของกรรม สร้างบารมีมา มนุษย์สมบัติ เราได้มนุษย์สมบัติมาแล้วมันต้องอยู่ต้องอาศัย ต้องหากินหาอยู่ไปเห็นไหม มนุษย์เป็นสัตว์ที่อ่อนแอมากนะ มนุษย์ เด็กเกิดมา ถ้าพ่อแม่ไม่เลี้ยงดูนี่ตายหมด ดูสิ สัตว์บางประเภทมันเกิดมาหากินเองได้เลย อย่างพ่อแม่ต้องดูแล ดูแลสักพักหนึ่งก็ต้องอยู่ของเขาได้ ต้องปรับสภาพตัวของเขาได้ สัตว์ต้องดำรงเผ่าพันธุ์ของมัน มนุษย์ล่ะ มนุษย์มีสมอง มนุษย์ ดูสิ ในรัฐสวัสดิการเห็นไหม เทคโนโลยีต้องเจริญ การแพทย์ต้องเจริญ อัตราการตายเกิดต้องให้อยู่รอดทั้งหมด นี่ก็คิดกันไปนะ

มันจะเหนือกรรมไปได้ไหม ในเมื่อกรรมมันมี คนเกิดมาเกิดมาโดยกรรม ตายในครรภ์ก็มี คลอดแล้วตายก็มี พอเกิดมาแล้วตายก็มี สิ่งที่ตาย ความตายมาจากไหน ตายก็มาจากกรรมมันตัดรอน กรรมมันตัดรอนเห็นไหม แล้วถ้าเราแก้ไข เราแก้ไขอย่างไร เราแก้ไขในทางโลก ถึงที่สิ้นสุดมันก็ตายหมด มันไม่มีอะไรตกค้างอยู่ในโลกนี้ มนุษย์ต้องตายหมดเลย มนุษย์ตายหมดแล้วยังไม่อยากตาย อยากจะให้แช่ร่างนี้ไว้ เผื่อมีเทคโนโลยีขึ้นมาจะฟื้นชีวิตขึ้นมาอีก...มันเป็นคนใหม่ไปแล้ว มันตายก็ตายไปแล้ว นี่คนเรามันตัดช่วงของวัฏฏะไม่เป็น

เกิดนี่เกิดมาจากไหน ดำรงชีวิตอยู่นี่ดำรงชีวิตเพื่ออะไร ตายแล้วจะไปไหน สิ่งนี้ไม่ศึกษา ถ้าศึกษาเข้ามาในหัวใจนะ มันรู้แจ้งที่นี่ ถ้าไม่รู้แจ้งที่นี่ ไม่จบที่นี่ มันจะชำระกิเลสได้อย่างไร ถ้ามันไม่ชำระกิเลส แล้วกิเลสมันอยู่ที่ไหนล่ะ? กิเลสมันอยู่ที่ใจ นี่ไงทำนาที่ไหน? ทำนาลงพื้นดิน ถ้ามีพื้นนาที่ไหนก็ทำนาที่นั่น ไอ้นี่จะแก้กิเลสที่ไหน? ก็แก้ที่ใจ แล้วใจมันเป็นอะไร? ใจเป็นนามธรรมเห็นไหม

เริ่มต้นจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมากำหนดพุทโธๆ ทำให้มันสงบขึ้นมา แล้วมันสงบขึ้นมาไหม? มันไม่สงบขึ้นมาหรอก มันเป็นอาการของใจ มันจะต้องปรับสภาพของมันออกไปเป็นชั้นเป็นตอนเข้าไป นี่เริ่มต้นมันต้องขยันหมั่นเพียร ต้องหมั่นถากหมั่นถอน หมั่นถากหมั่นไถ มันต้องปรับพื้นที่ให้ได้ คนทำไร่ไถนา เราได้มรดกตกทอดขึ้นมาจากพ่อแม่เห็นไหม พ่อแม่ทำนามา เราได้มรดกมาก็เป็นพื้นนา แต่ถ้าเราไม่ได้รับมรดกตกทอดจากพ่อแม่ เราจะเอาพื้นนาที่ไหน พื้นนามันเกิดขึ้นมาเองได้อย่างไร พื้นนาก็ต้องถากถางใช่ไหม เขาต้องปรับพื้นที่ก่อนใช่ไหม เขาต้องกั้นคันนาของเขาใช่ไหม

แล้วนี่ก็เหมือนกัน ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก็จะเอาเลย นี่กิเลสมันบังเงาหมด คนมันมีประสบการณ์ของคนนะ ชาวนานี่ กว่าเขามีประสบการณ์ของเขา เขามีความชำนาญของเขา เขาจะเก็บพืชพันธุ์ของเขาไว้ ถึงฤดูกาลของเขา เขาจะคราดจะไถ เขาจะหว่านของเขา จนกว่าเมล็ดข้าวมันจะออกรวงมา แล้วเขาเก็บมานี่เขาต้องมาสี มาต่างๆ กว่าจะเป็นเมล็ดข้าวมา เราก็ว่าเรารู้ เราเป็นปัญญาชนนะ ไม่ต้องทำนาก็ได้ ถึงเวลาเราก็ไปซื้อมาเลย ข้าวที่ไหนก็มี

ซื้อข้าวมามันก็เหมือนเราอ่าน เราศึกษาปริยัติมา เราได้อะไรขึ้นมา? เราไม่ได้อะไรหรอก ในการดำรงชีวิตทางโลกมันมีตลาด มันมีการซื้อขายแลกเปลี่ยน มันก็ได้มา แต่ในการประพฤติปฏิบัติ ในการแก้กิเลส มันไม่มีการซื้อขายแลกเปลี่ยน มันไม่มีใครทำให้ใครได้ ทุกคนต้องทำของตัวเองขึ้นมา ถ้าอย่างนั้น ถ้าเรียนปริยัติมา ถ้ามันรู้แล้วเห็นไหม นี่ไง รู้แล้วมันก็ต้องสิ้นกิเลสไปสิ รู้แล้วสิ่งที่รู้แล้วก็ต้องเข้าใจสิ รู้แล้วทำไมมันสงสัย เพราะมันปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ ปริยัติเรียนมา ถ้าเรียนมาเพื่อปฏิบัติมันก็ถูกต้อง นี้เรียนมาเพื่อปฏิบัติไหมล่ะ เพราะเรียนมาแล้วคิดว่าเป็นการรู้แล้ว เป็นความเข้าใจแล้ว การปฏิบัติก็คือการใช้ตรึกเอา พอตรึกด้วยปัญญาขึ้นมามันก็ว่ามันรู้ พอมันรู้ขึ้นมาแล้วมันแก้กิเลสได้ไหม

มันรู้โดยกิเลส แล้วมันสร้างภาพนะ มันเป็นธรรมะแก้ต่าง แก้ต่างให้ตัวเองว่าเข้าใจ แล้วมันก็ไม่เข้าใจ ยิ่งไม่เข้าใจนะ ดูสิ คนเลี่ยงบาลีเห็นไหม ยิ่งรู้มากยิ่งหลบเลี่ยงมาก นี่ฉลาดแกมโกง คนเขาฉลาดแกมโกงนะ เขาโกงกันมาก็เพื่อชีวิตของเขา เป็นทรัพย์สมบัติของเขา เป็นทุจริตของเขา แต่ไอ้เราฉลาดแกมโกง โกงตัวเองนี่ โกงอายุขัยของเรา โกงวันเวลาของเรา แล้วมันทุกข์ไหม? มันทุกข์ เพราะอะไรรู้ไหม เกิดมาแล้วมันจะตะครุบเงา ไม่ได้สมบัติอะไรติดไม้ติดมือไปเลย

ศึกษาธรรมะมาเพื่อเป็นประโยชน์กับเรา เตือนสติให้เป็นคนดี เห็นไหม อบายภูมิ อบายมุข สิ่งใดที่เป็นอกุศล สิ่งใดที่เป็นทุจริตไม่ทำมัน ถ้าไม่ทำมันแล้วมันฝืนกับกิเลสไหวไหม ยิ่งมีสถานะ ยิ่งศึกษามาก ยิ่งเป็นครูบาอาจารย์เขา “อยู่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน” พออายุมันมาก ยิ่งอายุมาก ยิ่งเขานับหน้าถือตา นับหน้าถือตายิ่งแสวงหาผลประโยชน์ แสวงหาผลประโยชน์มันก็หาแต่โทษทั้งนั้นน่ะ “มันเป็นประโยชน์นะ” เวลากิเลสบอกเป็นประโยชน์กับมัน แต่ผลของมันคือโทษกับชีวิตไง มันเป็นอกุศลทั้งนั้นน่ะ สร้างแต่สิ่งที่หมักหมกไว้ ของสะสมไว้ให้มันเป็นกิเลสตัณหาความทะยานอยาก มันไม่รู้จักเสียสละ ไม่รู้จักเจือจาน ถ้าไม่รู้จักเจือจานออกไป มันทำให้กิเลสมันไม่ตัวใหญ่ขึ้น กิเลสมันไม่พองตัวขึ้นมา ไม่มีอำนาจเหยียบเราขึ้นมา เหยียบเรานะ

เราสละมาแล้ว ดูสิ เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสละสถานะกษัตริย์นะ สมบัติมหาศาลทิ้งหมดเลย แล้วไปอยู่ในป่าในเขาเห็นไหม ประพฤติปฏิบัติขึ้นมาได้อะไรมาเจือจานกัน เจือจานกันให้มันเป็นธรรม สิ่งที่ธรรม ถ้าหัวหน้าเป็นธรรม หัวหน้าเป็นธรรมนะ สังคมเป็นธรรมหมด อยู่ร่มเย็นเป็นสุข มันจะมีมากมีน้อยไม่สำคัญ

เพราะมีมาก...หัวหน้า หลวงปู่มั่น ดูสิ สมัยสงครามโลกเห็นไหม ได้ผ้ามาให้ลูกศิษย์ก่อน ให้ลูกศิษย์ลูกหาทั้งนั้น ตัวเองไม่เอา ไม่เอาเพราะอะไร เพราะตัวเองเป็นหัวหน้า เป็นหัวหน้านี่ศรัทธาเขาดูแลอยู่แล้ว เขาให้หัวหน้าก่อน เขาจะให้ใครก่อนถ้าไม่ให้หัวหน้าก่อน ถ้าหัวหน้าตระหนี่ หัวหน้ามันก็สะสมของมันไว้ ใช้อยู่คนเดียว แต่หัวหน้าที่ให้ลูกศิษย์ลูกหาก่อนๆ นี่ถ้าหัวหน้าเป็นธรรม หัวหน้าเป็นธรรมนะ มันจะร่มเย็นเป็นสุขตั้งแต่ไว้เนื้อเชื่อใจ

ถ้าไว้เนื้อเชื้อใจนี่ ชีวิตเรามันมีหลักประกันแล้ว ทุกคนเกิดมาต้องการความมั่นคงของชีวิต บวชมาแล้วต้องให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ ถ้ามีหมู่คณะ มีศรัทธาที่มั่นคงขึ้นมา นี่มันอาศัยได้ อาศัยสิ่งนี้อยู่ได้ ไม่ต้องไปวิตกกังวลเลย แล้วภาวนาเข้าไปเต็มที่เลย ไม่ต้องไปห่วงหาอาทร ดูสิ เวลาโลกเขาเห็นไหม เขาเกิดมาเขาต้องมีหน้าที่การงานของเขา เขาต้องหาเครื่องอยู่เครื่องอาศัยของเขา นี่พอเราเข้าไปในวัดในวา ในวัดที่ประพฤติปฏิบัติ มันเป็นหน้าที่ของหัวหน้า หัวหน้าจะหาให้เอง นี่ในความเป็นอยู่ถ้าขาดแคลนให้บอกมา เพราะอะไร เพราะไม่ให้ไปวิตกกังวลไง อย่าไปกังวนกับมัน

สิ่งที่มันเป็นเขี้ยวเป็นเล็บมานี่ทิ้งมันไว้ที่ปากประตู อย่าติดมันเข้ามา แล้วเอาเขี้ยวเอาเล็บไปขบไปข่วนกัน ไปขบไปข่วนมันทำไม...ก็ทุกข์ทั้งนั้นนะ เราเป็นญาติกันโดยธรรม ชีวิตนี้เป็นทุกข์ไหม ชีวิตนี้เป็นทุกข์มาแล้วอยากพ้นจากทุกข์ไหม แล้วอยากพ้นจากทุกข์ไหม อยากพ้นจากทุกข์แล้วทำไมต้องไปกดถ่วงเขา ทำไมต้องไปทำลายคนอื่น เราไม่ต้องไปทำลายใครเลย กิเลสของเรา หน้าที่ของเรา งานเรานี่ ภูเขาเห็นไหม ความโลภ ความโกรธ ความหลง ภูเขาในหัวใจเรามันใหญ่โตมหาศาลเลย หน้าที่ของตัวทำไมไม่ทำ หน้าที่ของเรา มันเป็นเรื่องของคนอื่น มันเป็นหน้าที่ของหัวหน้า

หน้าที่ของครูบาอาจารย์ท่านจะบริหารจัดการของท่านเอง แล้วหน้าที่ของเราล่ะ เราก็ภาวนาของเราไป ถ้ามันมีปัญหาขัดแย้ง มันมีอุปสรรคให้มาปรึกษาหัวหน้า หน้าที่ของหัวหน้า จะมีอุปสรรคเขาจะแก้ไขให้ ไม่ใช่หน้าที่ของเราที่จะไปแก้ไขเอง ถ้าเราไปแก้ไขเอง เพราะวุฒิภาวะเรามีแค่ไหน เราจะไปรู้อะไรว่าเขาทำกันอยู่ คนที่เขานั่งสมาธิภาวนาเรารู้หรือว่าทำถูกหรือทำผิด เพราะวุฒิภาวะเราไม่มี

ดูสิ เราไปเห็นนกอยู่บนต้นไม้มันมาสร้างรังอยู่ ก็คิดว่ามันลำบากลำบน ก็จะไปรื้อรังมันทิ้ง แล้วให้มาอยู่กับเรา เป็นไปได้อย่างไร นี่ก็เหมือนกัน คนที่เขาภาวนาขึ้นมา เขามีหลักมีเกณฑ์ของเขา เขามีปัญญาของเขา เขาสามารถรักษาตัวเขารอดของเขาได้ เขาก็มีความเพียรของเขาแก่กล้ายิ่งกว่าเรา เขาทำอะไรไปเราก็สาธุ อนุโมทนาไป

เพราะมีหัวหน้าควบคุมดูแลอยู่ ไม่ใช่เราเป็นคนเข้าไปบริหารจัดการ เราไม่มีหน้าที่ ทุกคนไม่มีหน้าที่ ทุกคนมีหน้าที่รักษาใจของตัว ทุกคนมีหน้าที่รักษาใจของตัว ทุกคนมีหน้าที่ขบภูเขาภูเราในหัวใจของตัว ทุกคนมีหน้าที่นี้ นี่คือวัตรปฏิบัติต้องเป็นอย่างนี้

วัตรประพฤติปฏิบัติ วัตรที่จะพ้นจากกิเลสเห็นไหม อย่าให้กิเลสมาอ้างเล่ห์นะ แก้ต่างไปเรื่อยพลิกแพลงไปเรื่อย ตัวเองไม่เคยทำอะไรเลย หน้าที่การงานของตัวเองไม่ทำ แต่รับผิดชอบคนอื่นไปหมด คนโน้นก็ทำไม่ถูก คนนี้ก็ทำไม่ถูก...มันไม่ถูกของใคร นกมันก็ต้องมีรวงรังอยู่บนต้นไม้ของมัน นี่สัตว์อื่นเขาก็มีที่อยู่อาศัยของเขา ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ จริตนิสัยของคนมันไม่เหมือนกัน ใครทำอย่างไรก็เป็นประโยชน์ของเขา ครูบาอาจารย์ท่านดูแลของท่านอยู่ เราไม่ต้องรับผิดชอบหรอก หน้าที่ของเรา เอาตัวเราให้รอดให้ได้ ถ้าเอาตัวรอดให้ได้ นี่เป็นหน้าที่มันย้อนกลับมาที่การประพฤติปฏิบัติของเรา ถ้ามีการประพฤติปฏิบัติของเรานะ นี่กิเลสมันแก้ต่างไม่ได้ไง กิเลสมันไม่มีทางออก มันจะแก้เกี้ยวแก้ต่างออกไปไม่ได้หรอก

แล้วธรรมะที่เราไปศึกษากันมา ธรรมะแก้ต่างๆ กิเลสมันแก้ให้ แก้ให้หมดเลย นิพพานเป็นนิพพานโลกๆ นิพพานเป็นสมมุติ ดูในพระไตรปิฎกนะ ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นิพพานคืออะไร? นิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบ ท่านเปรียบเทียบเป็นสมมุติไง เป็นบุคลาธิษฐาน นิพพานเป็นอย่างนั้น แต่เพราะท่านรู้จริง พอท่านรู้จริง ท่านเปรียบเทียบ แล้วเราเอาสิ่งที่ท่านสมมุติมาเป็นของจริง เห็นไหม นี่ไง มันแก้ต่างอย่างนี้ไง อยู่ในพระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าบอกว่า นิพพานเป็นอย่างนั้นๆ เป็นอายตนะนิพพาน

อายตนะเป็นนิพพานได้เหรอ อายตนะคือตา หู จมูก ลิ้น กาย มันเป็นนิพพานได้อย่างไร? มันเป็นไปไม่ได้หรอก แต่ถ้าใจมันเป็นนิพพาน สิ่งที่ใจที่มันเป็นนิพพานแล้วมันอยู่ในอายตนะนั้น มันอยู่ในร่างกายนี้ไง นี่ไง มันก็เป็นธรรมไปหมด เป็นธรรมไปหมดเพราะอะไร เพราะใจเป็นธรรม

แต่เราบอก “อายตนะนิพพาน” อายตนะเราเป็นนิพพานไหม ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นนิพพานไหม? มันจะนิพพานที่ไหนล่ะ มันเป็นไฟ มันจะเผาลนเราอยู่นี่ มันมีสิ่งใดมันเอามาเหยียบย่ำเราอยู่ เพราะอะไร เพราะมีกิเลสท่วมหัวไง นี่ไง มันแก้ต่างไปหมด มันบิดเบือน ถ้ามีกิเลสในหัวใจมันบิดเบือนหมด

ฉะนั้นเราศึกษาธรรมมา ศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาขนาดไหน เรามีความรู้กันน่ะ มันจะบิดเบือนไม่ให้เป็นความเป็นจริงหมด เพราะกิเลสมันหน้าด้าน หน้าด้านแล้วมันพลิกแพลงอยู่ตลอดเวลา แล้วเราจะเชื่อกิเลสเราได้อย่างไร ในเมื่อเราเชื่อกิเลสเราไม่ได้ เราถึงต้องต่อสู้กับมันเห็นไหม ต้องเริ่มต้น กิเลสทั้งตัวนะ กิเลสดิบๆ เลย

ในการประพฤติปฏิบัติของเรา เราตะครุบเงา เห็นว่านิพพานๆ นิพพานมันอยู่ที่ไหน ปลามันอยู่ที่ไหน? ปลามันอยู่ในน้ำนะ ไอ้นี่จะตะครุบปลา ตะครุบปลาบนบก นี่ก็เหมือนกัน ประพฤติปฏิบัติขึ้นมา พอจิตมันใช้ความคิด ใช้ตรรกะไป มันไร้สาระ มันเป็นโลกียะปัญญา ถ้าเรามีความเชื่อ มีความเชื่อมั่น เรามีศรัทธาความเชื่อ มีครูบาอาจารย์คอยชี้นำเรา เราใช้ปัญญาไป ปัญญาอย่างนี้คือปัญญาอบรมสมาธิ ก็เหมือนบนบกตะครุบปลา ตะครุบปลา เรามีอะไรเป็นเครื่องดักปลา เรามีแห มีอวนอะไรที่จะไปดักปลาได้ เห็นว่านิพพานเป็นความว่างก็ทำกันใหญ่ ใช้ปัญญา มันเป็นความว่างๆ นิพพานสงบเย็นก็ว่าเย็นแล้ว...มันเย็นเพราะสร้างภาพ เย็นเพราะเราศึกษาธรรมนะ ศึกษาธรรมเห็นไหม ธรรมะมันมีหยาบ มีละเอียด ลึกซึ้งแตกต่างกันไปเป็นมหาศาลเลย

การเริ่มต้นของเรา เราก็ต้องเริ่มต้นจากความจริงจังของเรา นี่มือของใครสกปรกมือของคนนั้นก็ต้องล้างให้มันสะอาด หัวใจของใครสกปรก หัวใจของใครมันทุกข์มันยาก มันก็ต้องเริ่มต้นจากหัวใจดวงนั้น ถ้าหัวใจมันทุกข์มันยากมันแบกหามพาระรุงรังมา เวลาศึกษาธรรมขึ้นมามันก็ปลอดโปร่ง พอมันปลอดโปร่งขึ้นมา นั่นเป็นนิพพานกันแล้วเหรอ นั่นเป็นธรรมะแล้วเหรอ? นั่นมันยังไม่เป็นอะไรเลย นั่นมันเป็นแค่ศึกษาธรรมนะ เราศึกษาธรรมเป็นทฤษฎีเฉยๆ เลย ยังไม่ได้เป็นเนื้อแท้ เนื้อหาสาระอะไรทั้งสิ้น เนื้อหาสาระมันต้องตั้งสติขึ้นมา

สติมันคืออะไร? สติเกิดจากจิต แต่ไม่ใช่จิต สติเกิดจากเรา ระสึกรู้สิ่งใดก็เป็นสติ แล้วสติขึ้นมานี่ สติโดยสามัญสำนึกของมนุษย์นี่มนุษย์ต้องมีสติทุกคน เพราะอะไร เพราะมันเป็นสติของปุถุชน ถ้าคนขาดสติก็คนบ้า คนบ้าก็อยู่โรงพยาบาล คนบ้าจะมาภาวนาได้ไหม ดูสิ ดูภิกษุเรา ภิกษุเราพระนี่ ภิกษุบ้า ภิกษุภาวนาหลง อาบัติยกเว้นหมดเลย ภิกษุบ้านะ เวลาภาวนาไป เวลาถึงที่สุดภิกษุบ้าได้ เพราะความเป็นบ้า ไม่มีสติ ทำอะไรผิดพลาดได้หมด แล้วถ้าทำผิดพลาดปรับอาบัติไหม? อาบัตินี่ยกเว้นภิกษุบ้า กับภิกษุเป็นไข้ สิ่งที่เป็นไข้ ผีเข้านี่มี

แล้วนี่เหมือนกัน ถ้าเราเป็นมนุษย์ เรามีสติอยู่แล้ว สติอย่างนี้เป็นสติปุถุชน มีสติแล้ว ปัญญาก็ใช้ปัญญาแล้ว ว่างก็ว่างแล้วนี่ “ธรรมะแก้ต่าง” กิเลสมันแก้ให้ ไม่ใช่ธรรมะเลย มันเป็นอ้างธรรมะไง แก้เกี้ยวแก้ต่างหลบหลีกไป ให้ตัวเองหลบหลีกไป หลบหลีกโอกาส หลบหลีกสิ่งที่จะเป็นประโยชน์กับได้แต่สิ่งที่เป็นลามกจกเปรตมาใส่ตัวเอง สิ่งที่จะเป็นคุณงามความดี เกิดมาพบพระพุทธศาสนาประพฤติปฏิบัติธรรมนี่แหละ แล้วให้ธรรมะมันพลิกแพลงบิดเบือนไปอยู่อย่างนั้นน่ะ

แต่ถ้ามันจะเอาความจริงขึ้นมาเห็นไหม มันต้องวางทิฏฐิมานะให้หมด ทิฏฐิมานะที่ความเห็นแก่ตัว ความอหังการ ความยึดมั่นถือมั่นตัวนี่วางให้หมด เพราะเราจะมาต่อสู้กับมัน ถ้าสติหรือคำบริกรรมเราไม่ทำให้มานะมันยุบตัวได้ สมาธิมันเกิดขึ้นได้อย่างไร สมาธิที่ไม่เกิดขึ้นมาเพราะมีมานะกล้านี่ล่ะ เพราะมีมานะ มีความยึดมั่นถือมั่นว่ารู้ว่าเก่ง รู้ว่ารับรู้ มันเป็นไปไม่ได้เลย ถ้ามันจะเป็นไป เป็นปัญญาอบรมสมาธิขึ้นมา มันก็เป็นปัญญาใคร่ครวญเข้ามา ใคร่ครวญเข้ามาเพื่อความสงบของใจเท่านั้นเอง มันแค่ความสงบของใจนะ แล้วความสงบของใจแล้วใจจะทำอะไรต่อไป เพราะอะไร เพราะทิฏฐิมานะมันขวางอยู่

แต่ถ้ามันเชื่อมั่น...พรหมจรรย์นี้อยู่เพื่อใคร ปฏิบัติพรหมจรรย์เพื่อใคร? ปฏิบัติพรหมจรรย์เพื่อให้คนยอมรับ ปฏิบัติพรหมจรรย์เพื่อจะไปแก้คนนู้นๆ เห็นเขาประพฤติปฏิบัติกัน คนนู้นประพฤติปฏิบัติถูกหรือประพฤติปฏิบัติผิด ยิ่งค้นคว้าวิจัยจะไปสั่งสอนเขา นี่ไง คนทำนาลงทำนาที่พื้นนา แต่ไอ้นี่เขาทำนาที่บนตัวอักษรบนตัวหนังสือ คนทำนานะ รีบทำการวิจัยทำการศึกษาเพื่อจะให้มีวุฒิภาวะเพื่อจะได้ไปสั่งไปสอนคนโน้นคนนี้ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเป็นสมบัติของตัวสักชิ้นหนึ่ง

แต่ถ้าชาวนานะ เขาไม่ได้ทำการวิจัยอะไรเลย เขามีนาของเขา ถึงหน้าน้ำของเขา ถึงฝนตกพื้นดินชุ่มฉ่ำ เขาไถของเขา เขาหว่านของเขา เขาดูแลต้นข้าวของเขา ข้าวเขาออกมา เขาได้ข้าวมาเป็นประโยชน์เห็นไหม นี่ก็เหมือนกัน เราจะทำวิจัยไง พรหมจรรย์เพื่อใคร? พรหมจรรย์เพื่อจะไปสั่งสอนคนนู้น สั่งสอนคนนี้ พรหมจรรย์เพื่อจะให้เขายอมรับ พรหมจรรย์...ไร้สาระมากเลย เกิดมาตายหมด

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมขึ้นมา ๔๕ ปี วางธรรมวินัยไว้ ต้องการให้ใครยอมรับนับถือ? ไม่ต้องการใครยอมรับนับถือเลย ดูเทวทัตสิ เทวทัตเห็นไหม เทวทัตขอให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ขวนขวายน้อยเถิด สงฆ์นี้ให้ข้าพเจ้าเป็นคนดูแลเอง พระพุทธเจ้าไม่ให้ใครเลย ไม่ให้ใคร ให้ธรรมวินัย ให้สัจจะความจริงเห็นไหม แม้แต่เทวทัต แม้แต่พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ พระอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวาเรายังไม่ให้ใครเลย...แล้วเทวทัตมีอะไร พระเทวทัตได้ฌานโลกีย์เฉยๆ

เห็นไหม คำว่า “ฌานโลกีย์” เหาะเหินเดินฟ้าได้ แปลงตัวเป็นงูได้ ทายใจได้ ทุกอย่างได้หมด ดูสิ ทำไมคิดร้ายกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูสิ ฌานโลกีย์ สิ่งที่ทางโลกเขาว่าเป็นสิ่งเป็นคุณสมบัติเป็นคุณงามความดีของเขา ดูในศาสนาเราสิ เพราะมันมีความรู้อย่างนี้ มันมีความเห็นอย่างนี้ เพราะว่าใจมันรู้สิ่งมีคุณสมบัติต่างๆ มันเลยกลับไปหา ไปหลอกอชาตศัตรูเพื่อให้อชาตศัตรูเคารพนับถือ เพื่ออะไร? เพื่อลาภสักการะ เพื่อขี้ไง ขี้โลภ ขี้โกรธ ขี้หลง

แต่ในอริยสัจเห็นไหม ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ต้องย้อนกลับมาขุดคุ้ย ขุดทำลายไอ้ภูเขาภูเรานี่ ไอ้ทิฏฐิมานะ ไอ้ไฟเผาลนตน ถ้ามันตั้งเป้าผิด เราตั้งเป้ากันผิด เรามองธรรมะนี้ผิด เราจะ มองธรรมะในแง่ของโลก โลกียปัญญา ในแง่ของโลก ในแง่ของฌานโลกีย์ มันไม่มองธรรมะในสัจธรรม ในเมื่อธรรมะในสัจธรรมมันต้องลดตัวตนเราลงให้ได้ก่อน การประพฤติปฏิบัติมันจะอ่อนน้อมถ่อมตน มันจะอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่อหังการ การอหังการ อหังการมันคืออะไร? อหังการคือกิเลส แต่ถ้าอ่อนน้อมถ่อมตน อ่อนน้อมถ่อมตนให้ใคร? อ่อนน้อมถ่อมตนให้อริยสัจไง ให้มรรคญาณ ให้เปิดโอกาสให้สติปัญญามันได้ออกก้าวเดินไง ถ้าสติปัญญามันออกก้าวเดิน เห็นไหม ยิ่งรู้มากยิ่งอ่อนน้อมถ่อมตนมาก

นิพพานคืออะไร? นิพพานคือการเม้มปากแล้วนั่งลง มันรู้จริงในหัวใจ นิพพานคือเม้มปาก พูดออกไปไม่มีใครรู้กับเรา ไม่มีใครรู้กับคนรู้จริงหรอก มันเป็นไปไม่ได้ ถ้ามันเป็นไปได้ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พุทธวิสัย อธิบายไว้หมดแล้ว มันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย มันถึงเป็นธรรมเหนือโลกไง แล้วมันพ้นวิสัยของมนุษย์ไหม? ไม่พ้น ไม่พ้นเพราะอะไร เพราะมันเป็นสันทิฏฐิโก ถ้าไม่สันทิฏฐิโก คนที่เข้าไปรู้ถึงพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นเอตทัคคะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาอะไรไปยืนยันว่าเป็นพระอรหันต์

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเอาอะไรเป็นเครื่องยืนยัน ดูอย่างพระอนุรุทธะสิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน เห็นไหม นั่งเฝ้ากันอยู่นี่ พระเอตทัคคะเต็มไปหมดเลย “บัดนี้ไม่ใช่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วหรือ?” พระอนุรุทธะบอก “ยัง” ยังเพราะพระอนุรุทธะได้เลิศในทางดูจิต ในการเข้าฌานสมาบัติเห็นไหม “ขณะนี้ปัจจุบันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้ากำลังเข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน อากาสานัญจายตนะ ระหว่างขึ้นแล้วลง แล้วย้อนกลับมา พระพุทธเจ้ายังไม่ปรินิพพาน”

แล้วเวลาพูดอยู่นี่พระอนุรุทธะทำอะไร? พระอนุรุทธะก็นั่งพูดเห็นชัดเจนกันอย่างนี้ด้วยตาเนื้อนี่ แล้วพระในสมัยพุทธกาลที่เป็นพระอรหันต์ด้วยกัน พระอรหันต์ด้วยกันนั่งอยู่ เอตทัคคะ ๘๐ องค์นี่ แล้วทำไมองค์อื่นต้องถามพระอนุรุทธะล่ะ ทำไมต้องถามพระอนุรุทธะเห็นไหม

ความเสมอ สิ่งใดที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามายืนยันว่าพระเอตทัคคะทั้ง ๘๐ องค์นี้เป็นพระอรหันต์ แล้วพระอรหันต์มันอยู่ที่ตรงไหน นิพพานมันอยู่ที่ไหน? นิพพานมันอยู่ที่ผู้รู้จริง สิ่งที่รู้จริงอันนั้นเห็นไหม สิ่งที่รู้จริง นิพพานคืออะไร? นิพพานคือเม้มปากแล้วนั่งลง...รู้จริง สิ่งที่อธิบายอยู่นี่ แล้วพอเข้าไปรู้จริงแล้วมันจะต่างกันตรงไหน เพราะมันเป็นสันทิฏฐิโก คนรู้จริงต้องเอามายืนยันกันได้ว่าความจริงมันเป็นอย่างไร สิ่งที่เป็นความจริงมันเกิดจากที่ไหน? เกิดจากใจเราที่มันทุกข์ยากนี่ จากใจที่มันอหังการนี่ มันไม่มีการอหังการ ความรู้จริงมันเห็นแล้วมันสลดสังเวชนะ มันมองเลย มองมนุษย์เหมือนตัวหนอนเลย มนุษย์นี่เหมือนตัวหนอน แล้วมันหาแต่อาจมของมันนั่นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน กิเลสเรา ความรู้สึกของเรามันเหมือนตัวหนอน แล้วแสดงออกมา กิริยานี่มารยาสาไถย มีแต่มายาภาพ ถ้ามันเป็นความจริง มันไม่เป็นมายาภาพ มันทำอย่างไร? มันไม่เป็นมายาภาพ มันก็จะเป็นมรรคขึ้นมาสิ มันจะเป็นมรรคขึ้นมา เป็นอะไร? ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สิ่งที่เป็นมรรคขึ้นมามันเกิดจากใคร มรรคมันไม่เป็นมารยาสาไถย ก็มารยาสาไถยจากกิเลส แล้วมันปฏิเสธได้ไหม? มันปฏิเสธไม่ได้เพราะเราเกิดมาจากกิเลส ในเมื่อเราเกิดมาจากกิเลสใช่ไหม เรามาศึกษาธรรมะแล้วนะ อย่าให้แก้ต่างสิ อย่าให้กิเลสมันมาครอบงำสิ กิเลสเข้ามาครอบงำ ทั้งๆ ที่เข้ามาที่สำนักปฏิบัตินี่ ทั้งๆ ที่จะมาต่อสู้กับกิเลสอยู่นี่

สิ่งใดที่มันเป็นเรื่องของกิเลส ถ้ามันสู้ไม่ไหวก็ตั้งสติยับยั้งมันไว้ๆ สิ่งที่ผิดพลาดไป ดูสิ พระเรานี่เวลาเต็มที่แล้วมันผิดพลาดไปโดยไม่มีเจตนา ก็ปลงอาบัติ สิ่งที่เป็นความผิดพลาด ถ้าความผิดพลาดโดยที่ไม่มีเจตนานี่ เราให้อภัยกันได้ เพราะมันเป็นสิ่งที่เราผิดพลาดเพราะไม่มีเจตนา แต่มันผิดพลาดเพราะเจตนานี่ เพราะมันเจตนา นี่กิเลสมันยิ้มเลย กิเลสมันหัวเราะเยาะเลย แล้วมันเหยียบย่ำ มันกระทืบซ้ำต่อไปเลยๆ แล้วพอต่อไปแล้วมันก็เป็นจริตนิสัยใช่ไหม สิ่งนี้มันก็ต้องเอาเขี้ยวเอาเล็บเอางามาต่อสู้กัน แล้วต่อสู้กันแล้วมันเป็นประโยชน์อะไร

นี่เวลาเกิดมันเกิดจากใจ เวลาคิดมันคิดมาจากใจ แล้วเวลาแก้จะแก้มันที่ไหน การจะแก้มันถึงต้องสู้ ต้องสู้ ต้องสู้แล้วเชื่อมั่น ถ้าใจมันไม่ลง ใจมันไม่ฟัง สิ่งใดแล้วแต่นี่มันเป็นทิฏฐิมานะ แล้วการประพฤติปฏิบัติมันก็จะไม่ได้ผลของตัวเอง แต่ถ้าใจมันลง หาเหตุหาผลสิ ทำไมครูบาอาจารย์ท่านพูดอย่างนั้น ทำไมหลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ท่านต่อสู้กับตัวตนของท่านมา ถ้าตัวตนไม่สงบลง สมาธิเกิดไม่ได้ ถ้าตัวตนสงบลงสมาธิมันเกิดขึ้นมา แล้วความสุขเกิดจากสมาธิ อย่าให้มันเป็นภวังค์ สิ่งที่เป็นภวังค์มันเป็นสามัญสำนึก มันเป็นภวังค์มันต้องเป็นอย่างนั้นไป เพราะจิตมันเป็นอย่างนั้น

จิต สภาวะของจิต ความมหัศจรรย์ของจิต จิตนี้มหัศจรรย์มาก ดูสิ ดูสิเวลามันเกิดมันตายขึ้นมา มันเวียนตายเวียนเกิดมากี่ภพกี่ชาติแล้วมันรู้อะไรของมัน แต่มันเหมือนใหม่ตลอดเวลานะ ชีวิตนี้เวลาเกิดขึ้นมาเห็นไหม ดูสิ วัยรุ่น โอ้โฮ! มันแจ่มใสไปหมด โลกนี้มันสวยงามไปหมดเลย เวลาถึงที่สุดแล้วยิ่งเจ็บไข้ได้ป่วย ถึงที่สุดเห็นไหม ดูสิเวลาเราจะจากโลกนี้ไป มันไม่มีอะไรรื่นรมย์เลยนะ อยากจะสลัดทิ้ง อยากจะไปสักที ยิ่งเจ็บไข้ได้ป่วยนะ ใครฉีดยาตายที ไม่อยากอยู่อีกแล้ว เพราะอะไร เพราะมันทุกข์ยาก สิ่งนี้เวลามันเกิด จิตคิดโดยสามัญสำนึก แล้วเวลามันทำความสงบของใจเข้าไป มันยังลึกลับกว่านั้นอีก

เวลามันเริ่มต้นขึ้นมามันทำให้ผิดพลาด เห็นไหม นี่ถ้ามันไปรู้สิ่งต่างๆ นี่มันเข้าไม่ถึงไง มันเข้าไม่ถึงสมาธิ ในสมาธิ ปัจจุบันนี้คำว่า “สมาธิๆ” สมาธิยังพูดกันผิดๆ เลย “ว่างๆ ว่างๆ” ว่างๆ อย่างนั้น ดูอากาศมันก็ว่าง ดูความว่างสิ ดูห้องสิ ดูตู้ ดูไหสิ มันก็มีว่างของมันนะ มันว่าง ความว่างในไหในตุ่มมันมีประโยชน์อะไร มันมีชีวิตรับรู้ไหม มันมีอะไรเป็นประโยชน์กับมัน แล้วนี่เราทำแล้ว “ว่างๆ ว่างๆ” มันฟังแล้วมันแย่มาก

แต่ถ้ามันเป็นจริงนะ โธ่! เราเป็นเจ้าของตู้ เจ้าของไห เจ้าของสิ่งที่เป็นประโยชน์ ตู้ทรงตู้เซฟนี้ ในความว่างอย่างนั้นเราเอาสมบัติไปวางได้ นี่ในตู้นิรภัยเห็นไหม ในตู้ของเขา ความว่างของเขาเป็นเงินเป็นทองนะ ให้เขาเช่าไว้เก็บสิ่งของที่มีคุณค่า นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจิตมันว่างโดยที่มันเป็นสมาธิขึ้นมา มันมีเจ้าของ มันเป็นประโยชน์กับเราไง มันเก็บสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้ ถ้าสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้ขึ้นมา มันมีความสุข เรามีต้นทุนทางสังคมไว้ใช่ไหม เวลาเรามีอาชีพแล้ว เรามีสิ่งใดที่มันเป็นประโยชน์

ไอ้นี่ว่างๆ ว่างๆ ว่างอากาศมันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ดูสิ ใครเอาของไปแขวนไว้บนอากาศที่เป็นประโยชน์เพื่อทางธุรกิจบ้าง? ไม่มีเลย ไม่มีอะไรเลย มันก็เป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้น แปรปรวนอยู่อย่างนั้น มันเป็นอากาศเป็นธรรมชาติของมันแปรปรวนไป แต่ของเราล่ะ ถ้ามันมีสติมันจะแปรปรวนอย่างไร มีสติรับรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์กับเรา ถ้าเป็นประโยชน์กับเรา เห็นไหม พุทโธจำให้มั่นๆ แล้วถ้ามันมีนิมิตอะไรสิ่งต่างๆ รับรู้แล้วปล่อยวางไปๆ อย่าไปติดข้องกับมัน นี่ไง ตะครุบปลาไง เราต้องลงน้ำ เราจะจับปลาเราต้องลงน้ำ เราเห็นเขาไปหาปลากันมา เขาได้ปลามาเต็มไปหมดเลย เห็นเขาหาปลามาก็ตะครุบบนบกนั่นน่ะ จะหาปลาไปกับเขาบ้าง นี่ไง ก็จิตมันเป็นภวังค์ จิตมันไม่เป็นสมาธิ จิตมันไม่ลงน้ำไง

ถ้าลงน้ำมันสดชื่น ถ้าลงน้ำขึ้นไปเห็นไหม เวลาใช้ปัญญาขึ้นมา เวลาเราใช้ปัญญาอบรมสมาธิ เราเหมือนมีเรือ เราเอาเรือลงน้ำก็ได้ ถ้าเรือลงน้ำเห็นไหม เรือลงน้ำเราจับปลาได้ไหม ถ้าเรามีเครื่องจับปลา มันถึงจะต้องมีเบ็ด มีแห มีอวน จับไปในน้ำนั้น นี่ก็เหมือนกัน ใช้ปัญญาอบรมสมาธิขึ้นมา ถ้าจิตเป็นสมาธิขึ้นมาเห็นไหม เราใช้ปัญญาหาปลาของเราได้ ปลาคืออะไร? ปลาคือกิเลสไง ปลาคือสิ่งที่...ดูสิ โอฆะเห็นไหม เราอยู่ในโอฆะ เป็นเหยื่อของเต่าของปลา มันจะกินเราหมดเลยนะ คนเราอยู่ท่ามกลางโอฆะ โอฆะสิ่งที่เป็นวัฏฏะ โอฆะ ความเกิด ความตาย นี่มันวนเวียนอยู่ในนั้นน่ะ เราหามันให้เจอ จับมันให้ได้

ถ้าจับมันให้ได้นะ จับได้ “จิตเห็นจิต”

จิตมันไม่เห็นจิต ไม่ต้องทำอะไร ในเมื่อตัวจิตมันยังไม่รู้จักมันเลย สมาธิ ตัวจิตอยู่ที่ไหนยังไม่รู้จักมัน แล้วไม่รู้จักมันจะเอาอะไรไปทำงาน นี่ไง รู้จักน้ำอยู่ไหน เราไม่เคยมีน้ำ เราอยู่กันมีแต่ภูเขา มีแต่พื้นดิน เห็นไหม ตะครุบไป ตะครุบไปสิ น้ำอยู่ในดิน ขุดไปมันก็มี

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเรากำหนดพุทโธหรือใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ตั้งใจทำให้ได้ ตั้งใจทำให้ดี สิ่งที่เป็นสิ่งแวดล้อม สิ่งการดำรงชีวิต สิ่งที่เป็นดำรงชีวิตนี่มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นอย่างนี้ ปล่อยวางไว้ มันไม่ใช่หน้าที่ของใครทั้งสิ้น มันเป็นหน้าที่ของหัวหน้า หัวหน้าท่านดูแลของท่าน แล้วมีสิ่งใดที่มันเป็นภาระเหนื่อยยากขึ้นไป ให้มาปรึกษา ปรึกษาได้ ไม่ปรึกษาจะเป็นพ่อแม่ครูจารย์ทำไม “พ่อแม่ครูจารย์” เลี้ยงทั้งร่างกาย เลี้ยงทั้งหัวใจ เลี้ยงทุกอย่าง เลี้ยงเพื่ออะไร? เลี้ยงให้เป็นศาสนทายาท ธรรมทายาท

ถ้ามีธรรมเป็นทายาทเห็นไหม “เธอจงอยู่โดยมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิด” แล้วธรรมมันมีกับเราไหม ถ้าธรรมมันมีกับเรา มันจะมีเมตตาธรรม เราจะมีเมตตาสงสารเขานะ ทุกคนเกิดขึ้นมานี่ปากกัดตีนถีบทั้งนั้น ทุกคนเกิดมาทุกข์ทั้งนั้น ทุกคนเกิดมาต้องหวังเอาชีวิตรอดทั้งนั้น ทุกคนเกิดมาหวังให้หัวใจมันบรรลุธรรมขึ้นมา แล้วทุกคนก็ปรารถนาอันเดียวกัน แล้วทำไมเราไม่ส่งเสริมกัน เราส่งเสริมกันสิ ส่งเสริมกันไปในทางที่ดี ส่งเสริมให้คนมีทางออก มีทางออกเห็นไหม แล้วมีทางออกแล้วทุกคนดีหมด สังคมมันก็ร่มเย็นเป็นสุขเห็นไหม ศาสนาก็เจริญรุ่งเรือง

แล้วหน้าที่ของเราล่ะ เราก็ต้องรักษาของเรา เราต้องทำของเรา นี่กำหนดมาให้ได้ ถ้ามันตั้งสติ มันตกภวังค์ มันแก้ไขของมัน ตั้งสติแล้วกำหนดพุทโธ แล้วเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ใช้ปัญญาอบรมสมาธิแก้ไขไปเรื่อย แล้วสังเกตความเป็นไปของมัน วันนี้เป็นเพราะเหตุอะไร มันผิดพลาด ทำไมภาวนาแล้วมันไม่ดี ไม่ดีเพราะอะไร แล้วพรุ่งนี้เราต้องแก้ไขๆ ผ่อนเป็นอย่างๆ ไป

ดูสิ ทำไมเจ้าชายสิทธัตถะ เวลาค้นคว้าอยู่ ๖ ปี อดอาหารจนขนเน่าเลย อดอาหาร นี่ไงหาช่องทาง ถึงว่ากิเลสมันอยู่กับเราเห็นไหม กลั้นลมหายใจ ไม่หายใจเลย คนขาดอากาศมันก็ช็อกไป สลบไปถึง ๓ หน นี่เจ้าชายสิทธัตถะในเมื่อจิตมรรคญาณยังไม่เกิด ท่านก็แสวงหาช่องทางของท่าน แต่ในเมื่อยังไม่มีผู้รู้จริง มันก็ต้องทดสอบด้วยตัวเอง

แต่ในเมื่อปัจจุบันนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมวินัยไว้แล้วเห็นไหม มรรคคืออะไร? มรรคคือต้องมีสัมมาสมาธิ สัมมาสติ สัมมากัมมันโต งานชอบ เพียรชอบ มันมีความชอบ แล้วที่มันทำอยู่นี่ ที่ว่าทำๆ อยู่นี่มันชอบไหม? มันชอบ มันชอบเพราะเป็นแบบอย่างไง มันชอบเหมือนกับเราจำมาจากหนังสือ นี่ธรรมะมันแก้ต่างไง “สมาธิเป็นอย่างนั้น เดินจงกรมก็เดินจงกรมแล้ว เดินจงกรม ๒-๓ ชั่วโมงแล้ว เดินจงกรม ๒๔ชั่วโมง นาฬิกาแขวนไว้” มันออกไปดูที่นาฬิกา ขาเท้าเดินออกไปแต่ใจไปดูที่ตัวเลขนาฬิกา มันส่งออกไปนู่น แล้วมันยังบอกว่ามันเดินจงกรมอยู่นะ มันยังว่ามันเป็นสัมมาสมาธิอยู่นะ

เดิน สัมมาสมาธิมันอยู่ที่ความรู้สึก มันอยู่ที่จิต ความคิดมันอยู่ที่เรา มันรู้ที่กลางหัวอก ไอ้นาฬิกานี่ก็ดูไว้ถ้าถึงเวลาเราออกแล้ว หรือเราตั้งสัจจะไว้ เราก็ดูถึงเวลา ความจำเป็นว่านี้เวลาเท่าไร เวลามันแค่บอกเราว่าถึงที่สุดแล้วมันรวมว่าเวลาที่ใช้ไปเท่าไรเท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่ไปจดจ่ออยู่กับมัน จดจ่ออยู่กับมัน นั่นใจมันส่งออกหมดแล้ว นี่ย้อนกลับมาที่เรา ถ้าจิตมันอยู่ที่เราเห็นไหม ภาวนาเพื่อเรา ทุกอย่างทำเพื่อเรา ทำเพื่อจิตทั้งนั้น อยู่กับจิต นี่มันย้อนกลับหมด สิ่งใดถ้าย้อนกลับเห็นไหม คอยสังเกต คอยดูแลว่ามันเป็นเพราะเหตุใด มันจะผ่อนสิ่งใดบ้าง สิ่งใดที่กดถ่วง ต้องแก้ไข ต้องเปลี่ยนแปลง

เปลี่ยนแปลงการดำรงชีวิตนี่แหละ ภาวนาตอนเย็นมันไม่ดี เอามาตอนกลางคืน ตอนกลางคืนไม่ดี มาภาวนาตอนเช้า ตอนกลางวันทำอย่างไรบ้าง ถ้าตอนเช้าไม่มีที่ร่มเราก็หาเอา เวลาหน้าหนาว ดูสิ ครูบาอาจารย์ หน้าหนาว ถ้ามันหนาวนักมันจะเดินจงกรมไม่ได้ กลางวันก็เดินให้มากๆ กลางคืนจะได้ห่มผ้านั่งสมาธิเอาห่มไว้ นี่มันต้องมีเทคนิค ต้องมีวิธีการที่เราจะกำหนดเวลาใน ๒๔ ชั่วโมง เราจะภาวนาอย่างไรเพื่อให้จิตมันลง เพื่อให้จิตมันมีโอกาสบ้าง ไม่ใช่ว่าทำซ้ำๆ ซากๆ ไม่มีอุบายทำเหมือนคนซื่อ ซื่อบื้อ ซื่อบื้อกิเลสมันหัวเราะน่ะสิ กิเลสมันก็ขี่คอ

เราต้องเอาความเพียรเรา เอาการบริหารใน ๒๔ ชั่วโมงมาตั้ง แล้วเราทำอะไรบ้าง แล้วมันเป็นประโยชน์ไม่เป็นประโยชน์ ถ้าเป็นประโยชน์ มันเป็นประโยชน์เพราะอะไร นี่เวลาสมาธิจะเข้าได้เห็นไหม เวลาเข้านี่ชำนาญในวสี เวลามันจะออก มันคลายออกมา มันแผ่ซ่านออกมา ไม่ใช่ออกเข้าออกแบบเข้าประตูหรอก ความรู้สึกมันจะแผ่ออกมา เวลามันเข้ามันค่อยเข้าละเอียดเข้าไปๆ แล้วอย่าให้มันออกมาไว ค่อยๆ ให้มันแผ่ออกมาๆ

แล้วถ้ามันกำหนดรู้ได้ กำหนดอุปจารสมาธิเห็นไหม ให้รู้ในกาย เวทนา จิต ธรรม ถ้ามันไม่รู้ก็คิดขึ้นมา วิปัสสนาขึ้นมาเห็นไหม ค้นคว้ามันขึ้นมา ค้นคว้าในอะไร เพราะจิตใต้สำนึก สิ่งที่เป็นกิเลสเรามันอยู่ที่จิตใต้สำนึก แล้วทำไมเป็นข้อเท็จจริง...เหมือนกับเราทำนา ถ้าเราทำนา ดูสิ เราปลูกข้าว เราปักดำแล้วข้าวมันงอกงามขึ้นมาเห็นไหม ดูมันแตกใบอ่อนสิ ดูแล้วมันชื่นใจไหม

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าจิตมันสงบแล้วมันน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม มันเห็นหน่อพุทธะ เห็นหน่อพุทธะแล้วมันใคร่ครวญ รักษาดีแล้วใคร่ครวญไป นี่มันจะออกดอกออกผล มันจะมีความชำนาญของมัน ความเพียรหมั่นดูแลรักษา หมั่นคราดหมั่นไถหมั่นดูแลขึ้นมาให้มันเจริญงอกงามให้มันเป็นรวงข้าว ถ้ามันเจริญงอกงามขึ้นมาเป็นรวงข้าว ข้าวเป็นข้าวเมล็ดลีบ ข้าวไม่มีเมล็ดอีก

การต่อสู้ การใช้ปัญญามันมีเทคนิคของมันนะ เพราะอะไร เพราะกิเลสมันแก้ต่างให้หมด “เป็นอย่างนั้นๆ เวลาปฏิบัติแล้วมันจะเป็น สมาธิเป็นอย่างนั้น ปัญญาเป็นอย่างนั้น” แล้วพอเป็นอย่างนั้นไปมันก็เชื่อ เราก็ไปเชื่อ พอเชื่อกิเลส เพราะกิเลสมันหลอกไง พอกิเลสมันหลอกเราก็เชื่อมัน เชื่อมันเราก็มีความเบา มีความชั่วคราว พอสักพักหนึ่งข้าวลีบ ข้าวลีบมันไม่มีข้าวให้กิน พอไม่มีข้าวให้กินเราก็หิวเป็นธรรมดา นี่ก็เหมือนกัน ในเมื่อมันพิจารณาของมันไป มันเข้าใจ มันเห็นเป็นรวงข้าวเห็นเป็นอะไร มันทำให้หมด มันสร้างภาพให้หมด ถึงเอาเข้าจริงๆ ไปสีมันไม่มีเมล็ด ไม่มีเมล็ด ข้าวไม่มีข้าวสาร แล้วจะเอาอะไรไปหุงกิน มันก็หุงกินไม่ได้

นี่ก็เหมือนกัน พอปัญญาหมุนเข้าไป แล้วมันพิจารณาเข้าไปแล้ว มันออกมาแล้วมันไม่มีอะไร แล้วเห็นเป็นข้าวเหมือนข้าว ข้าวลีบ ข้าวปกติมันเหมือนกัน เพราะเราไม่เป็น ยังไม่ได้สี ยังไม่ได้ใช้ ถ้าสีแล้วถึงจะรู้ นี่ก็เหมือนกัน พอมันเข้าใจว่าใช่ พอใช่มันก็ปล่อย มันก็สบายๆ เดี๋ยวมันก็เสื่อมหมด นี่ไง ถ้ามันเสื่อมหมดเพราะอะไร เพราะมันไม่ใช่ความจริง

ถ้าเป็นความจริง ความจริงมันเกิดจากอะไร? เกิดจากการประพฤติปฏิบัติ การกระทำของเรา มันต้องจะรู้จริงเห็นจริง การรู้จริงเมล็ดข้าวก็ต้องเมล็ดข้าวเห็นไหม เมล็ดข้าวถ้ามันยังชื้นอยู่ เราตากแดด เราผึ่งให้มันแห้ง เวลาเราสีออกมาเมล็ดข้าวของเราสวยงามมากเลย แกลบก็รู้ว่าแกลบ รำก็รู้ว่ารำ สิ่งต่างๆ รู้หมด นี่ไง เวลามันวิปัสสนาไปมันชัดเจนอย่างนี้ไง ข้าวเราหุง หุงอย่างไร เวลาเอามากิน รสชาติมันดีไม่ดีอย่างไร นี่มันเป็นปัจจัตตัง มันสัมผัสด้วยกระทำของเราทั้งหมดเลย

ถ้ามีการสัมผัสอย่างนี้ มีการกระทำอย่างนี้เห็นไหม นี่แล้วมันจะไปสงสัยพระไตรปิฎกตรงไหน มันจะไปสงสัยมรรคผลนิพพานตรงไหน ก็เราเป็นคนทำทั้งหมด มันเป็นคนทำมากับมือ สิ่งที่ทำมา

ในพระไตรปิฎกก็พูดถึงอริยสัจ ก็พูดถึงการทำนาหากินนี่ แล้วจริงๆ แล้วเวลาเราไปอ่านพระไตรปิฎกเราไปทำวิจัย มันมีข้าวสักเมล็ดไหม ข้าวสักเมล็ดหนึ่งที่ออกงอกมาจากพระไตรปิฎกมีไหม? ไม่มีเลย พระไตรปิฎกก็เป็นพระไตรปิฎก ทฤษฎีคือทฤษฎี มันมีข้าวสักเมล็ดนึงงอกออกมาจากหนังสือพระไตรปิฎกไหม

นี่เหมือนกัน ในการปฏิบัติเต็มๆ แต่เวลามันงอกออกมา เวลาสัจธรรมขึ้นมามันเกิดจากใจเรา นี่ใจมันเป็นอย่างนั้น นี่ไง ยิ่งแก้ต่างอย่างไรยิ่งงง ธรรมะแก้ต่างให้กิเลสมันแก้ให้ พอกิเลสแก้ให้ กิเลสมันก็ขี่หัวเอาๆ แล้วมันก็มีทิฏฐิมานะ เอาแต่ความรู้ เอาแต่โวหารมาโต้เถียงกัน มีแต่โวหาร มีแต่ความรู้นะ โวหารขึ้นมา แล้วกิเลสเป็นอย่างไร? ไม่รู้ ไม่เคยเห็น กิเลสมันคืออะไร? อ้าว! กิเลสมันเกิดจากจิต เพราะกิเลสมันครอบงำอยู่แล้ว พญามาร ดูสิ มาร ผลของวัฏฏะ มารมันครอบงำมาตลอดเวลา แล้วจิตนี้ก็เวียนตายเวียนเกิดมากับมัน

แต่สิ่งทำอยู่นี่ สิ่งที่เกิดมาเห็นไหม มันน่าสลดสังเวช สลดสังเวชเพราะอะไร เพราะว่าช่วงชีวิตของเรานะ ช่วงชีวิตของเรา กึ่งพุทธกาล ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง แล้วในศาสนาเจริญไหม ถ้าศาสนาไม่เจริญ ดูสิ ศาสนาเจริญที่ไหน? เจริญในหัวใจของครูบาอาจารย์ ศาสนามันเจริญในหัวใจของครูบาอาจารย์ ของพระ ของผู้ประพฤติปฏิบัติ ศาสนาไม่ได้เจริญอยู่ที่สิ่งก่อสร้าง ศาสนาไม่ได้เจริญที่ประเพณีวัฒนธรรมทั้งนั้น ประเพณีวัฒนธรรมสมัยนี้หลอกขายฝรั่งทั้งนั้นเลย ให้ฝรั่งมาดู ทำประเพณีให้ฝรั่งมาดู ใครก็ได้แต่งตัวให้ดูสวยงามขึ้นมา ทำประเพณีวัฒนธรรมกัน ให้เขาดู นี่ประเพณีไว้หาสตางค์

เขาเอาไว้ฆ่ากิเลส เขาไม่ได้ไว้หาเงิน ศาสนามันเจริญ มันเจริญที่นักรบเรานี่ นักปฏิบัติ ครูบาอาจารย์เรา เจริญที่พระเรา บริษัท ๔ ที่ประพฤติปฏิบัติ ให้มันเจริญที่นี่ ถ้าเจริญที่นี่ ทางวิชาการมันขายกินไม่หมดนะ ดูสิ ผู้รู้จริงเทศน์เมื่อไหร่ก็ได้ พูดเมื่อไหร่ก็ได้ ธรรมะออกได้ตลอดเวลา ธรรมะมันอยู่กับหัวใจที่รู้จริง สิ่งที่รู้จริงมันก็เป็นประโยชน์สิ ประโยชน์กับทุกๆ คน เหมือนฝนเลย ถึงฤดูกาล ดูสิ เราอยู่ในประเทศอันร้อนชื้น ฝนตกต้องตามฤดูกาล พืชธัญญาหารมันจะมีอุดมสมบรูณ์ตลอดชีวิต

นี่ก็เหมือนกัน ครูบาอาจารย์ของเราถ้าใจเป็นธรรมเห็นไหม นี่ฝนตกต้องตามฤดูกาล ต้องการฝนเมื่อไหร่ฝนตกทุกที แล้วเราจะร่มเย็นเป็นสุขไหม แล้วถ้าเราไปอยู่ในทะเลทรายที่ไม่มีฝนตกเมื่อไหร่เราจะรู้ตัวนะ ถ้าครูบาอาจารย์ท่านล่วงไปๆ ต่อไปมันจะมีแต่ทะเลทราย ต้องการฝนก็ต้องไปอ้อนวอนเอา ไปอ้อนวอนแล้วอ้อนวอนอีก แล้วมันจะมีฝนตกมาสักเม็ดหนึ่งไหม

นี่ก็เหมือนกัน ถึงเวลาเราจำเป็นจะต้องศึกษาธรรม ถึงเวลาเรามีความลังเลสงสัยขึ้นมา ถึงเวลาที่เราต้องการมีครูบาอาจารย์แก้จิต ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์แก้จิตแล้วใครจะแก้ให้เราได้ ถ้าไม่รีบขวนขวาย ไม่รีบตั้งแต่ที่ครูบาอาจารย์ท่านยังมีชีวิตอยู่ ครูบาอาจารย์ท่านยังมีชีวิตอยู่นะ แล้วเราเกิดมาร่วมไหม เราเกิดมาพบไหม เกิดมาพบนี่ต้องตั้งใจ มั่นคง ให้เรามั่นคง อย่าวอกแวกวอแว จิตใจ กิเลสนี้สกปรกนัก กิเลสอยู่ในใจเรา เราไปอยู่ในวัดปฏิบัตินะ มันยังตามไปทำลายโอกาสเราหมดเลย นี่นอนจมอยู่กับมัน ไม่เอาจริงเอาจัง

วันคืนล่วงๆ ไป นี่เกือบจะครึ่งพรรษาแล้ว แล้วมาอยู่นี่กี่ปีแล้ว? ๓ ปีแล้ว แล้วเวลามันจะล่วงไปกี่วัน ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า มันต้องตายหมดนะ แต่สิ่งที่มันจะตายนี่ให้มันได้ต่อสู้ก่อน เราจะเป็นจะตายก็ให้เราได้ต่อสู้กับกิเลสเราก่อน ให้เราได้ขวนขวายบ้าง ไม่ใช่ยอมจำนนกับมัน เวลาจะตายก็นอนรอตายเลย เพราะมันจะต้องตายอยู่แล้วใช่ไหม เราก็ เออ! นอนตายแล้ว รอตายแล้ว...ตายไปทำไม ตายไปแล้วเกิดมาซ้ำอีกรอบหนึ่งใช่ไหม ตายมาให้มันทุกข์ยากอีกใช่ไหม

แต่ถ้ามันจริงจังขึ้นมานะ มันมีโอกาส ความทุกข์สิ่งใด ทุกข์ที่โลกเขาทุกข์กันอยู่มันเป็นเรื่องของโลกๆ มันเป็นทุกข์ประจำธาตุขันธ์ แต่การต่อสู้กับกิเลส การต่อสู้กับความเพียร มันเป็นอริยสัจ มันเป็นทุกขสัจ เป็นทุกขสัจเราต้องขอดูความจริง เดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก เดินจงกรม อดอาหารขนาดไหน ต่อสู้กับมัน เพราะอะไร เพราะทุกข์ธรรมดามันก็ต้องแปรสภาพอยู่แล้ว ธรรมดาสภาพร่างกายมันต้องเสื่อมสภาพไปเป็นตามธรรมดา ทุกคนถึงที่สุดแล้วความตายมันก็ต้องเข้าหาเป็นธรรมดา แต่ก่อนตายขอสู้สักตั้งหนึ่งก่อนวะ ก่อนตายขอสู้กับมัน ขอดู เพราะมันมีโอกาสนะ

เพราะอะไร เพราะถ้าพูดถึงนะ หมดยุค ๕,๐๐๐ ปีไป ดูสิ ผู้ที่จะตรัสรู้เองโดยชอบได้มีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระปัจเจกพระพุทธเจ้าเท่านั้น แล้วฝ่ายพระโพธิสัตว์ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละองค์ที่สร้างสมบุญญาธิการมา ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย นี่สิ่งที่ ๔ อสงไขย คิดดูสิว่ามันจะมีใครรอดมาได้ขนาดนั้น เพราะการกระทำของเรามันก็ลุ่มๆ ดอนๆ ใช่ไหม เดี๋ยวเราก็ยกเลิก เดี๋ยวเราก็เปลี่ยนแปลง เดี๋ยวเราก็หมุนเวียนไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ยังไม่พยากรณ์ มันก็ยังเป็นอนิจจังอยู่อย่างนั้น มันก็ยังเป็นสวะ เป็นผลของวัฏฏะ ลอยไปตามวัฏฏะ นี่มันก็ลอยไปอย่างนั้นน่ะ โดยบุคลาธิษฐาน โดยสมมุติ จิตเป็นอย่างนั้น มันก็ต้องลอยไปวัฏฏะ มันต้องเกิดตายไปตามธรรมชาติ

แต่ด้วยความเชื่อ โดยกิเลสเราไม่เชื่อ ไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร ไม่เชื่อก็คือไม่เชื่อ มันไม่ได้ให้โทษให้คุณกับใครหรอก ไม่เชื่อหรือเชื่อมันก็เป็นผลกับเราคนเดียว มันเป็นผลกับใจดวงนั้น มันไม่ให้ผลกับใครหรอก คนอื่นจะมารับผลดีผลเสียจากเรา ไม่มีหรอก เราจะเชื่อไม่เชื่อมันก็เป็นเรื่องของใจของเราไง มันก็เป็นความโง่ความฉลาดของเราเอง ใครจะมารับกรรมกับเรา...ไม่มีหรอก อยู่ที่เรา ฉะนั้น มันจะเก่งขนาดไหน จะไม่เชื่อขนาดไหน จะอวดดีขนาดไหน มันก็เรื่องของกิเลสเขา มันจะเป็นอะไรไป มันเป็นเรื่องของเขา เราไม่ต้องไปสนใจเขา แต่หัวใจเราล่ะ เชื่อไม่เชื่อล่ะ ถ้ามันเชื่อมันต่อสู้ มันก็มีโอกาสเห็นไหม ถ้ามีโอกาสมันก็ได้เปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์เห็นไหม ดูสิ ไถนานี่ เราไม่เคยหว่านเคยไถ เราลงไปไถสิ ไปจับวัวจับควายไถนาสิ มันเจอเรามันตื่นมันวิ่งนะ จนคันไถกระแทกหักพังหมดเลย นี่ก็เหมือนกัน เราทำอะไรเป็น เราตั้งสติอะไรเป็น สติก็ไม่รู้จักสติ ไอ้ผาลอยู่ไหนก็ไม่รู้ ไอ้เชือกไถ ไอ้ผาล ไอ้ปัญญา ไอ้มรรค ๘ อยู่ไหนก็ไม่รู้ ทำอะไรไม่เป็น แล้วมันจะเอาข้าวปลาอาหารที่ไหนมากิน นี่พูดถึงเป็นข้อเท็จจริงในอริยสัจ ข้อเท็จจริงในอริยสัจ ในการประพฤติปฏิบัติมันต้องเป็นตามข้อเท็จจริงอย่างนั้น

แต่นี่เป็นเรื่องโลก เรื่องโลกน่ะ “ไม่จำเป็น เพราะเรามีตลาด เราหาซื้อได้ ศึกษาธรรมะ ครูบาอาจารย์ไม่สำคัญเลย พระไตรปิฎกมีอยู่แล้ว คอมพิวเตอร์กดเมื่อไหร่ก็ออกมา ครูบาอาจารย์จำเป็นตรงไหน ไม่เห็นจำเป็นเลย ธรรมะก็บอกแล้วว่าไม่ต้องเชื่อ ไม่ต้องเชื่อบุคคล ให้เชื่อธรรมะ แล้วธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็มีอยู่แล้ว”

ก็นี่ไง ก็ไปไถนาในพระไตรปิฎกนั้นไง ข้าวสักเมล็ดมีไหม มันเป็นไปไม่ได้หรอก มันเป็นไปไม่ได้ แต่ก็ด้วยทิฏฐิมานะจะเอาชนะคะคาน ด้วยกิเลสเหยียบย่ำหัวใจ เหยียบให้มันจมเท้ากิเลสไป ให้มันเหยียบย่ำอยู่อย่างนั้น แล้วยังหลงตัวเองว่าตัวเองฉลาด ยังหลงว่าตัวเองนี่ฉลาด เรามีศักยภาพ เราเป็นปัญญาชน ครูบาอาจารย์ท่านถือตามๆ กันมา ท่านเชื่อครูบาอาจารย์ตามกันมา ท่านส่งต่อๆ กันมา ไอ้นั่นมันเรื่องของท่าน นี่กิเลสมันก็แถออกไปนอกเส้นทางตลอด ไอ้นั่นเรื่องของกิเลสนะ

ถ้าเรื่องของธรรม มันให้ถาม ถามว่าเรารู้จริงไหม สิ่งที่รู้นี่มันแก้อะไรเราได้ สิ่งที่รู้นี่มันทำให้เราไม่สงสัยเลยหรือ มันสงสัยมันทุกข์ไปหมด เพราะมันเป็นเรื่องของตัณหาความทะยานอยาก มันเป็นเรื่องของไฟโทสะ ไฟโมหะ มันเป็นเรื่องของความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเผาลนอยู่ตลอดเวลา ใครจะถือดีถือเด่นขนาดไหนก็แล้วแต่ ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพราะอะไร เพราะจากใจดวงหนึ่งสู่ใจดวงหนึ่ง

ใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเห็นไหม ถ้ายังมีนะ ยังมีกิเลสอยู่ มันยังเผาลนอยู่ ในสโมสรสันติบาททุกดวงใจว้าเหว่ จะมีความสุข จะมีข้าวของเงินทอง จะไปเป็นพรหม เป็นเทวดา อินทร์ พรหม จะไปอยู่ชั้นฟ้าขนาดไหน ทุกดวงใจว้าเหว่ ทุกดวงใจมีไฟสุมขอน มันจะมีความสุข เป็นไปไม่ได้ มันเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้

ใจผู้ที่พ้นจากกิเลสมันจะเห็นโทษของกิเลสที่มันยังมีในใจของสัตว์โลก แต่ของเรามันเป็นเพราะกิเลสมันแก้ต่าง มันจัดฉาก มันแก้เกี้ยว มันหลอกลวง แล้วเราเอง ศึกษาธรรมแล้วเราเองไม่มีปัญญา ไม่มีวุฒิภาวะ วุฒิภาวะของเราอ่อนเกินไป ให้กิเลสมันอ้างธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าข่มขี่เหยียบย่ำว่าสิ่งนี้เป็นธรรมๆ ได้แต่ศักยภาพทางสังคม ได้แต่เอาตรรกะ เอาปรัชญามาอวดอ้างกัน สิ่งที่ตรรกะปรัชญาทางโลกเขาก็เป็นไปได้ ทางโลก เห็นไหม ดูสิ เขาไม่ได้บวชเป็นพระเป็นเจ้า เขาปาฐกถาได้ดีกว่าเราหลายร้อยหลายพันเท่า แล้วไปฟังแล้วมันก็น่าเชื่อถือด้วย

แต่ถ้าเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติจริง...ไม่น่าเชื่อถือเลย ไม่น่าเชื่อถือเลย เพราะมันเป็นการคว้าน้ำเหลว มันไม่มีอะไรติดไม้ติดมือมาแม้แต่ชิ้นเดียว คนทำเป็นน่ะไม่ต้องพูดมากหรอก ดูสิ ชาวนาที่เขาชำนาญในการทำนา เขาไม่ต้องเอาวิชาการมาอ้างอิงหรอก เขาคำนวณของเขา เขาหลับตาทำได้สบายทุกวันเลย เพราะอะไร เพราะเขาไถนาอยู่ทุกวัน เขากำหนดน้ำ กำหนดยาบำรุงรักษาของเขาได้สบายอยู่ตลอดเวลาเลย เพราะอะไร เพราะเขาทำเป็นความชำนาญของเขา เขาไม่อ้างอิงปรัชญาหรอก เขาไม่ได้อ้างอิงอะไรทั้งสิ้น แต่เขารู้จริง

นี่ก็เหมือนกัน ถ้าเราเอาจริงของเราขึ้นมา เราต้องย้อนกลับมาที่นี่ ย้อนกลับมาที่เรานะ ชีวิตยังมีอยู่ ยังมีลมหายใจเข้ายังมีลมหายใจออกอยู่ ฉะนั้นจะต้องมีสติ ต้องเตือนตัวเอง เราจะทำอย่างไรต่อไป ถ้าเราจะทำของเราเห็นไหม ไม่มีอะไรเป็นคุณประโยชน์เท่ากับการภาวนาหรอก

ในปัญญา สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา ปัญญาที่เกิดจากการภาวนา การนั่งเฉยๆ กำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออกให้จิตมันสงบขึ้นมานี่ มันจะเกิดปัญญาอย่างไร พิสูจน์กัน ต้องพิสูจน์กัน ปัญญา ดูสิ ดูทางวิชาการ ดูนักศึกษาเขาจบดอกเตอร์ จบศาสตราจารย์ เขาต้องทำวิจัย เขาค้นคว้าขนาดนั้นเขายังไม่รู้เลย แล้วเรานั่งเฉยๆ จะรู้ได้อย่างไร

นี่ไง มันทวนกระแส มันทวนกลับไง มันทวนกลับว่าถ้าจิตมันสงบเข้ามา เรานั่งอยู่โคนต้นไม้ ปัญญามันจะเกิดอย่างไร นี่เห็นไหม “วิปัสสนาสายตรง ต้องใช้ปัญญาไปเลย” ปัญญาอย่างนั้นมันปัญญาตะครุบหาปลาบนบก ปลาที่ไหนมันอยู่บนบก มันไม่มีน้ำ มันไม่มี ปลาอะไรอยู่บนนี้ จะเอาแห เอาตะคัดไปดักปลาบนบก เอาที่ไหนมันจะมีให้ ไม่มีให้หรอก นี่ก็เหมือนกัน “อู๋ย! ใช้ปัญญา ปัญญาของเราเป็นวิปัสสนาสายตรง”...มันเป็นอาการของใจ มันเป็นอาการของใจ มันเป็นเงา มันไม่ใช่ตัวใจ แล้วกิเลสจะแก้มันได้อย่างไร

แต่ถ้าทำความสงบของใจเข้ามาเห็นไหม นี่มันจะลงน้ำ เพราะอะไร เพราะฐีติจิต ฐีติจิต ตัวจิต ตัวปลามันอยู่ที่นั่น ถ้าจิตมันสงบเข้ามา มันจะเอาสุ่มไปครอบมันก็ได้ จะเอาแหไปทอดมันก็ได้ จะเอาตะคัดไปดักมันก็ได้ นี่ถ้าจิตมันสงบเข้ามาเห็นไหม แล้วถ้ามันจับปลาขึ้นมาเราจะจับอย่างไร มันติดตะคัดแล้วเราจะปลดปลาออกมาอย่างไร มันอยู่ในสุ่ม เราจะจับมันอย่างไร นี่เหมือนกัน ถ้าจิตมันสงบแล้วมันออกวิปัสสนาอย่างไร มันจะออกวิปัสสนาของมันอย่างไร มันทำของมันอย่างไร มันเห็นกาย สภาพของกายมันแปรสภาพอย่างไร มันเป็นไตรลักษณะอย่างไร มันเป็นมรรคญาณอย่างไร ปัญญามันเกิดอย่างไร นี่ไง ภาวนามยปัญญาไง

แต่เราก็เชื่อกันไม่ได้ “อยู่เฉยๆ กำหนดพุทโธๆ ปัญญามันจะเกิดได้อย่างไร โอ๋ย! ติดนิมิต ไม่มีเกิดปัญญาหรอก ปัญญาเกิดไม่ได้หรอก ปัญญามันต้องใช้วิปัสสนาสายตรง ใช้ปัญญา...” มันเลยเป็นธรรมะแก้ต่าง เลยกิเลสมันแก้ให้ มันแก้เลย “โอ๋ย! พิจารณาแล้ว ว่าง ว่าง ว่างหมดเลย นิพพานก็ว่าง ว่างจนไม่มีหลักลอยหมด ว่างจนไม่มีจุดหมายปลายทาง ว่างจนขึ้นต้นที่ไหนไม่รู้ ใครเป็นเจ้าของนิพพานก็ไม่รู้ นิพพานมาจากไหนก็ไม่รู้ อะไรก็ไม่รู้ ว่างเฉยๆ” มันว่างไร้สาระ ว่างไม่มีเหตุมีผล ว่างๆๆ ไม่มีสัจจะความจริง

แล้วเวลาชาวนาทำนาขึ้นมามันว่างไหม เมล็ดข้าวมันว่างไหม เมล็ดข้าวนะ ดูสิ จะเอาไปหุงข้าว ไปหากินก็ได้ เอาไปทำขนมนมเนยก็ได้ เอาไปทำอย่างอื่นเป็นประโยชน์ก็ได้ จะเอาไปทำบุญกุศลก็ได้ เอาไปใส่บาตรพระก็ได้ เอาไปแจกขอทานก็ได้ เอาไปเลี้ยงสัตว์ก็ได้ นี่ไง นิพพานมันใช้ประโยชน์ได้หมดทุกๆ อย่าง เลี้ยงสัตว์ก็ได้ เอาไปแจกทานก็ได้ เอาไปถวายครูบาอาจารย์ก็ได้ เอาไปทำอะไรได้ทั้งนั้นน่ะ นี่แล้วมันทำไมมันไม่ว่างเฉยๆ ล่ะ ทำไมมันไม่มีต้นสายปลายเหตุล่ะ นี่ไง ถ้ามันเป็นความจริง ความจริงมันจะเกิดกับเรา เราถึงจะต้อง...

สิ่งที่มันเป็นไปได้ ทำความสงบของใจเข้ามา ไม่ต้องไปวิปัสสนาสายตรงไม่ตรงหรอก เพราะถ้าภาวนาไม่เป็นมันพูดอย่างนั้น ถ้าภาวนาเป็นนะ มันจะเป็นขึ้นไป “ศีล สมาธิ ปัญญา” นี่มันเป็นมรรค มรรค ๘ แบ่งเป็นศีล สมาธิ ปัญญา พื้นฐานของการทำความสงบของใจ พื้นฐานของกำลัง พื้นฐานของปัญญาที่มันเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาที่แก้ไขกิเลส ปัญญาที่มันจะไปชำระสิ่งที่เป็นนามธรรม

กิเลสเห็นไหม ดูสิ ความรู้สึก ธาตุรู้เป็นสันตติ ธาตุรู้ สสารที่มีชีวิต มันเป็นนามธรรม แล้วสิ่งที่เป็นนามธรรม แล้วเวลาปัญญามันเกิดขึ้นมา มันเกิดขึ้นมาจากใจ เพราะอะไร เพราะมันเกิดจากสัมมาสมาธิ สิ่งที่เกิดมาจากใจมันเข้าไปทำความสะอาดกันที่ตัวใจนั้น ตัวที่เป็นนามธรรม ตัวที่เป็นธาตุรู้ ธาตุที่เป็นสสารที่เกิดตาย ที่เวียนตายเวียนเกิด สิ่งที่จิตที่ไม่เคยตายที่เวียนตายเวียนเกิดแล้วปัญญามันเกิดมาจากที่นั่น

ดูสิ ปัญญาทางโลกเห็นไหม ดูสิ จะจบมาทางแขนงก็แล้วแต่ มันมีวิชาการทั้งหมด วิชาการที่เขาต่อยอดกันมา แล้วภาวนามยปัญญาต่อยอดมาจากใคร มันต่อยอดมาจากใคร? มันต่อยอดมาจากจิตที่สงบ จิตที่มีพื้นฐาน จิตที่เป็นปัญญาขึ้นมาจากตัวของมัน เพราะอะไร เพราะกิเลสมันอยู่ที่มัน กิเลสมันอยู่ที่ใจ แล้วเวลาปัญญาเกิดขึ้นมาใจ มันจะไปทำลายที่ใจนั้น ถ้ามันทำลายที่ใจนั้นเห็นไหม นี่ภาวนามยปัญญา

ภาวนามยปัญญามันเกิดจากใจ มันเกิดจากข้อมูลที่ไหน ดูสิ ทางสถิติ ทางวิชาการมันต้องมีข้อมูล ต้องมีคอมพิวเตอร์ มีการเก็บข้อมูล การเก็บข้อมูลเป็นสถิติ แต่ปัญญาอย่างนั้นมันจะเก็บสถิติมาได้อย่างไร ถ้าเก็บสถิติมันเป็นโลก ถ้าเป็นสถิติ ดูสิ ดูครูบาอาจารย์พระอรหันต์แต่ล่ะองค์เห็นไหม เวลาสมุจเฉทปหาน เวลากิเลสมันขาด วิทยานิพนธ์แต่ละองค์ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกัน ถ้าเอาเหมือนกันมาใช้ร่วมกัน มันจะเป็นของส่วนบุคคลได้อย่างไร มันจะเป็นของเฉพาะพระอรหันต์แต่ละองค์ที่ไม่เหมือนกันได้อย่างไร มันไม่เหมือนกันเพราะแต่ละองค์ แต่ละที่เกิดมาจากใจดวงนั้น มันเป็นภาวนามยปัญญา มันเป็นภาวนามยปัญญาเป็นของส่วนบุคคล ทำลายกิเลสวิปปยุต สัมปยุต อรหัตตมรรค อรหัตตผล

อรหัตตมรรค เวลาไล่กิเลสเข้าไปตั้งแต่โสดาบัน สกิทา อนาคาขึ้นไปแล้วถึงอรหัตตมรรค ถ้าอรหัตตมรรคมันดำเนินการของมันไปแล้ว สัมปยุตเข้าไป วิปปยุตคลายตัวออกเป็นอรหัตตผล...อรหัตตมรรค อรหัตตผล นิพพาน ๑ แล้วเป็นอรหัตตมรรค อรหัตตผล แล้วข้อมูลมันอยู่ที่ไหน แล้วอรหัตตมรรค อรหัตตผลของแต่ละองค์ที่จะมาเทียบเคียงกัน อรหัตตมรรคขององค์หนึ่งเป็นอย่างนี้ อรหัตตมรรคของทุกองค์จะเป็นอย่างนี้หมดมันเป็นจริงไหม มันจะเป็นจริงมาจากใคร? มันจะเป็นจริงขึ้นมา จริงจากใจดวงนั้น ใจจากดวงที่เป็นพระอรหันต์ จากใจที่เป็นถึงสิ้นกิเลส ถึงสิ้นนิพพาน ผู้ที่ถึงสิ้นกิเลส ถึงสิ้นนิพพานถึงจะเห็นสัจจะความจริงข้อเท็จจริงของมัน ถ้าข้อเท็จจริง นี่ไง ไม่ใช่ธรรมะแก้ต่าง ธรรมะแท้ๆ ธรรมจริงๆ อกุปปธรรม กุปธรรม อกุปปธรรม

สิ่งที่เป็นกุปธรรมเห็นไหม นี่ธรรมะแก้ต่างหมดเลย มันเป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เพราะมีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยไว้ แล้วกิเลสมันก็มาหลอกล่อ กิเลสมันก็เอาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาฟาดฟันพวกเรา ฟาดฟันสำนักปฏิบัตินี้แหละ ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติเขาอยู่ในวัดในวานี่แหละ แล้วเป็นนักรบด้วย จะรบกับกิเลสด้วย แต่ให้กิเลสมันเอาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฟาดหัวๆ คว่ำ คะมำหงายจมอยู่กับมันเลย ไม่เคยมีสติ ไม่เคยมีความยั้งคิด ไม่มีการพลิกแพลงเปลี่ยนแปลงว่าเราจะต่อสู้กับมันอย่างไร

ถ้าเราจะต่อสู้กับมันเห็นไหม ธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า...ใช่ เป็นธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ธรรมของเรามันไม่มี สติก็เป็นสติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สติมันก็เป็นชื่อของสติ เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าวางไว้เป็นบัญญัติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง สติมันก็เป็นแค่ตัวอักษร แต่สติจริงก็เป็นกับเรา สมาธิจริงก็เป็นสมาธิกับเรา สมาธิตัวอักษรมันก็เป็นสมาธิตัวอักษรในตำรา ปัญญาจริง ปัญญาของเรา ปัญญาก็ยังเข้าใจผิดเข้าใจถูก ปัญญามันคืออะไร? ปัญญามันคือความคิดมันเป็นโลกียปัญญา โลกียปัญญามันเป็นปรัชญา มันเป็นตรรกะ มันแก้กิเลสไม่ได้หรอก มันแก้กิเลสไม่ได้

แต่ถ้าเป็นภาวนามยปัญญามันเกิดมาจากไหน? มันเกิดมาจากใจ มันเกิดมาจากขั้วหัวใจ ดูสิ...ปัญญาที่มันเกิด เวลาเกิดจากสมองที่เราคิดกัน ความคิดเป็นของเราใช่ไหม จดลิขสิทธิ์ทางปัญญาไว้ เราคิดค้น ค้นคว้ามาเป็นความคิดของเรา เป็นปัญญาของเรา จดลิขสิทธิ์ไว้เลย แก้กิเลสได้ไหม? ไม่ได้ มันแก้กิเลสไม่ได้หรอก เพราะมันจินตมยปัญญา มันเป็นการใช้ปรัชญาของเราคิดขึ้นมา แต่ถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญา เอาอะไรไปจด ภาวนามยปัญญาจะจดลิขสิทธิ์อย่างไร ไปเอาใครที่ไหนเขาจะลงทะเบียนให้ ว่าภาวนามยปัญญาที่เป็นนามธรรมที่มันพูดออกมา ถ้าคนรู้จริงพูดออกมาแล้วจดอย่างไร ถ้ามันจด พระพุทธเจ้าจดมาแล้ว

พระพุทธเจ้าวางธรรมวินัยไว้เป็นสมบัติของโลก ให้มีผู้รู้จริงเข้ามา ถ้าผู้รู้จริงเข้ามาแล้วมันไม่มีใครก็อปปี้ได้ ไม่มีใครจะเอาไปทำได้ มันต้องเป็นความรู้จริง มันต้องเป็นความจริงขึ้นมา นี่ลิขสิทธิ์ทางกฎหมายมันคุ้มครองไม่ได้ เพราะมันลักกันไม่ได้ มันลักความรู้ความเห็นอันนี้ออกมาไม่ได้

มีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลาเทศนาว่าการ...ฟังธรรมแล้ว เราเข้าไป กิเลสไปตะครุบเงาหมด ถ้ากิเลสมันจะไปตะครุบเงาว่าสิ่งนี้เป็นธรรม มันไปตะครุบนะ ตะครุบว่าปลามันอยู่บนบก ธรรมะมันอยู่บนโลก มันไม่ได้คิดว่าธรรมะมันอยู่...สัตว์โลกไง สัตตะผู้ข้อง โลกคือหมู่สัตว์ โลกคือตัวใจ มันไม่ได้เห็นโลกทัศน์จากภายใน มันไม่ได้เห็นตัวโลกทัศน์ ตัวพญามาร ตัวภวาสวะ ตัวภพ ตัวที่กิเลสมันดำรงอยู่ ตัวที่มารมันอาศัยอยู่ตรงนั้น สิ่งที่มารมันอาศัย สิ่งที่ฐานที่ตั้งของจิตที่มันเวียนตายเวียนเกิด ไม่มีใครเห็นไม่มีใครรู้

ถ้ามีคนรู้คนเห็นมันต้องเป็นอรหัตตมรรค อรหัตตผลนี่ไง เวลาเป็นอรหัตตมรรค อรหัตตผลแล้วเป็นนิพพาน ๑ ออกมา มันถึงเป็นธรรมะแท้ๆ ไม่ใช่ธรรมะแก้ต่างให้กิเลสมันแก้ให้ กิเลสมันแก้ให้เรากันอยู่นี่ แล้วเราก็ให้กิเลสมันแก้ เพราะอะไร เพราะกิเลสเป็นเรา สรรพสิ่งเป็นเรา การปฏิบัติก็ให้เราปฏิบัติ ไม่เป็นความจริงสักอันหนึ่ง ถ้าเป็นความจริงสักอันนะ มันวางหมดเลย อะไรที่เป็นทิฏฐิมานะ อะไรที่เป็นอำนาจบาตรใหญ่ มันจะวางให้หมด เพราะอะไร เพราะสิ่งนี้มันขวางทางไว้หมด มันขวางมรรคผลนิพพาน

ถ้ามันไม่ขวางมรรคผลนิพพาน นี่เราเอาออกให้หมดเลย แล้วเราเปิดใจให้กว้าง เปิดใจเห็นไหม เปิดโอกาส เปิดลม เปิดกระแส เปิดทุกอย่างให้มันเข้ามา ถ้ามันเข้ามานะ มันจะตกภวังค์ไม่ตกภวังค์ให้มันพิสูจน์กัน ถ้าจิตมันดี มันไม่ตกภวังค์ เราก็แก้ไขของเราไป ถ้ามันเป็นภวังค์เราก็แก้ไขเพราะอะไร เพราะสิ่งนี้มันเป็นกรรมของเรา เราสร้างมา มันเป็นจริตนิสัย ดูสิ เสื้อผ้าที่เราใส่กันอยู่นี่ ดูสิ ผ้าจีวร...สีของใคร ใครย้อมสีดี ผ้าก็ดูดี ใครย้อมสีดำเกินไป สีอ่อนเกินไป สีแก่เกินไป ผ้ามันก็สีนั้น

นี่ก็เหมือนกัน จิตที่มันมีจริตนิสัยมันก็เหมือนกับสีย้อมผ้า ดูสิ เราเป็นทางโลก เรานุ่งผ้าอะไร สีอะไรก็สีนั้น จิตก็เหมือนกัน ถ้าจริตนิสัยมันชอบอย่างไร มันเป็นอย่างไร มันก็เป็นสีนั้น สีนั้นก็ใช้สีนั้น สีนั้นเราก็รักษาสีนั้น สีนั้นเราก็ทำสีนั้น นี่ไง กำมากับมือไง เราทำของเรามาเอง ถ้าจิตเราทำมาเอง เราก็แก้ไขไปตามหน้าที่ ตามสิ่งที่มันเป็น ถ้าสิ่งที่มันเป็นเราแก้ตามนั้น มันจะผิดตรงไหน มันถึงไม่ต้องไปน้อยเนื้อต่ำใจกับใครทั้งสิ้นเลย

เว้นไว้แต่สิ่งที่เป็นทิฏฐิมานะ สิ่งที่มันอหังการขึ้นมา มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราก็รู้ว่าไม่ดี นี่ลูกศิษย์ก็เยอะมาก รู้ว่าคิดไม่ดีเลย แต่สู้ความคิดตัวเองไม่ได้ นี่อย่างนี้เยอะมากเลย ก็รู้ว่ามันไม่ดีนี่แหละ แต่สู้มันไม่ได้ สู้มันไม่ได้เพราะอะไร เพราะไม่จริง ไม่จริงเพราะอะไร เพราะเราไม่บั่นทอนมัน บั่นทอนมันสิ มารยาสาไถย จริงๆ เราต้องคิดคำนี้นะ ว่าครูบาอาจารย์ท่านผ่านอย่างนี้มาหมดแล้ว แล้วเราไปแสดงให้ท่านดู ท่านสะอิดสะเอียน มันอยากจะอ้วก มันจะอ้วกแตก นี่อย่าเอามาแสดง ไอ้กิเลสอย่าเอากิเลสมาแสดงให้ดู อย่าเอามารยาสาไถยมาอวด ไร้สาระมาก เราไม่ต้องการเลย เราต้องการความจริง เราต้องการความจริง แต่เรามาประพฤติปฏิบัติกันอยู่ มันยังมีอยู่ มีอยู่ก็เก็บไว้สิ อย่าเอามาอวดกัน อย่าเอามาแสดงออก มาแสดงออกแล้วมันสะอิดสะเอียนมาก

มันเป็นความเห็นของเรานะ ความเห็นของเรา ความเห็นของสัตว์โลก เราทุกคนมาเห็นไหม ครูบาอาจารย์ ศาสนทายาททำกันเพื่ออะไร? ก็เพื่อให้สถานะนี้มั่นคง ถ้ามั่นคงขึ้นมา เราก็ต้องรักษาของเรา อย่าให้มันแสดงออกมาเป็นมายา อย่ามาแสดงออกเป็นกิเลส มันมีอยู่ก็พยายามยับยั้งมันๆ ให้มันอ่อนตัวลง แล้วเราทำแต่สิ่งที่ดีๆ มันจะสร้างสมให้จิตเราดีขึ้น สิ่งที่ดีๆ เห็นไหม ต้นไม้ใส่ปุ๋ยรักษามัน มันจะเข้มแข็งขึ้นมา จิตของเรารักษาแต่สิ่งที่ดีงามให้มัน สิ่งใดที่เรารู้อยู่ว่าเป็นอกุศล สิ่งที่ไม่ดี แต่มันสู้ไม่ไหวก็พยายามหักทอนมัน ถ้าไม่ได้ก็แก้ไข ต้องแก้ไขของเราไป นี่คำว่า “นิสัยๆ” ก็นิสัยนั่นแหละ คือนิสัย แต่มันแก้ไขได้ มันแก้ไขเพราะอะไร เพราะเราอยู่ในช่วงของการฝึกหัด อยู่ในช่วงของการต่อสู้กับกิเลสนะ

เวลาครูบาอาจารย์ท่านสิ้นกิเลสไปแล้ว ท่านมีวิหารธรรมเป็นเครื่องอยู่ ท่านไม่ได้เดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนา ไม่ได้ฆ่ากิเลสเลย เพราะกิเลสมันตายไปแล้ว พอกิเลสตายไปแล้วมันเหลือแต่จิต เหลือแต่สภาวธรรม ที่ว่าจิตเป็นธรรมธาตุ มันเป็นวิมุตติสุข มันไม่มีกิเลสเลย ท่านยังเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาเพื่อบริหารให้เป็นวิหารธรรม ให้อยู่เป็นสุข แต่ของเรามันกิเลสทั้งหมดใช่ไหม ถ้ากิเลสทั้งหมดเราก็ต้องมุมานะ เราต้องเข้มแข็ง เราต้องต่อสู้สิ เราต่อสู้กับกิเลส เราจะสู้กับมัน เราสู้กับมันเพื่อจะตัดทอนมัน ทำลายมัน

แต่ครูบาอาจารย์เรา ท่านไม่มีแล้วนะ ท่านยังเดินจงกรมนั่งสมาธิภาวนาเพื่อเป็นความสุขของท่านเลย นี่มันต่างกันตรงนี้ไง มันเป็นกิริยามารยาท คำว่า “วิหารธรรม” มันเป็นกิริยาเฉยๆ คำว่ากิริยามันเป็นนามธรรม มันไม่มีกิเลสเจือมา ไอ้ของเราถ้าเป็นโลก กิเลสล้วนๆ เลย แล้วเป็นมารยาสาไถย เป็นมารยาสาไถยอยู่ในใจของเรา พยายามรักษากันนะ นี่ไงถึงที่สุดแล้วถ้าทำจริงจะได้เป็นความจริง มันถึงจะเป็นธรรมะที่แท้จริง ไม่ใช่ธรรมะแก้ต่าง ธรรมะแก้ต่างกิเลสแก้ให้แล้วก็จะเป็นเผาลนเรา เป็นความทุกข์กับเรา เอวัง